23 ม.ค. 2559

วางแผนและออกแบบกระบวนการเรียนรู้PBL :Where we stand?

"ในการเรียนรู้วิชาบูรณาการ (Problem Based Learning) 
ของพี่ๆ ม.1 ในQuarter 4/2558 นี้ ตอนนี้เรียนอยู่2 PBL"
ในสัปดาห์นี้นักเรียนเข้าสู่ในขั้นวางแผนออกแบบการเรียนรู้ทั้งสองPBL ให้เสร็จในสัปดาห์นี้ ในส่วนของหน่วย "ท่องเที่ยวรอบโลก" 
ครูชวนนักเรียนทบทวนเนื้อหาเดิมก่อนการเรียนรู้และร่วมพูดคุยกิจกรรมที่ผ่านมาในการสร้างแรงบันดาลใจ
_ทุกคนมีความกระตือรือร้นในการตอบคำถามและให้ความสำคัญในการเรียนรู้หน่วยนี้เป็นอย่างดี ครูเริ่มต้นด้วยให้นักเรียนที่ยังค้างนำเสนอหนังสือเล่าต่อจนครบทุกคน และทุกคนร่วมกันขมวดความเข้าใจผ่านการแสดงความคิดเห็นต่างๆ มากมาย

เช่น พี่ปุณมองเห็นมิติความเชื่อมโยงของมวลมนุษย์ทั่วโลก, พี่บีทมองว่าวัฒนธรรมต่างๆ มีความหลากหลาย เหล่ามนุษย์มีความเคารพกันในเรื่องเชื่อชาติเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
ครูจึงเริ่มเข้าสู่การเลือกซื่อหน่วย โดยใช้คำถามกระตุ้นการคิด  “นักเรียนคิดว่าตนเองต้องการเรียนรู้เรื่องอะไร?” ก่อนให้ทุกคนเขียนลงในกระดาษแผ่เล็กก่อนที่นำไปติดบนกระดาน และช่วยกันขมวดจนได้หัวข้อ คือ “ประเทศ”  และครูใช้คำถาม “นักเรียนคิดว่าชื่อหน่วยที่น่าสนใจควรเป็นอย่างไร?” ก่อนที่ทุกคนจะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น จนสุดท้ายได้ชื่อหน่วยคือ

 –Where we stand-
จากนั้นทุกคนเขียน สิ่งทีรู้แล้ว / สิ่งที่อยากเรียนรู้ ลงในกระดาษ Think พอทุกคนเขียนเสร็จครูให้จับกลุ่ม 3-4 คน เพื่อขมวดช่วยกันเขียนอีกครั้ง Pair และสุดท้ายทุกคนนำงานที่ได้ทุกคนชิ้นมาร่วมเขียนลงกระดาษชาร์ตแผ่นใหญ่ Share ก่อนครูจะนำชิ้นงานดังกล่าวมาติดเพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนตลอดการเรียนรู้ในQuarterนี้
ชิ้นงานWall Thinking.
หลังจากนั้นครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเพื่อร่วมกันออกแบบวางแผน ร่วมกันสร้างปฏิทินการเรียนรู้ตลอด 10 สัปดาห์ โดยพี่เพชรกับพี่ไอดินช่วยเพื่อนๆ ขมวดเนื้อหาที่น่าสนใจ ในการเรียนตลอดQuarterนี้ โดยวางสัปดาห์ 1, 2 กับ 10 เป็นโครงเดิม

สุดท้ายแล้วครูร่วมกับนักเรียนช่วยกันจัดระบบข้อมูล เพื่อให้เนื้อหาของผู้เรียนไม่หลุดจากที่ครูวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นนักเรียนทำMind Mapping(ก่อนเรียน)

ส่วนในสรุปการเรียนรู้รายสัปดาห์และ

บันทึกกิจกรรมคู่ขนานเป็นการบ้านเสาร์-อาทิตย์ เนื่องด้วยเวลาเรียนไม่เพียงพอครับผม...

14 ม.ค. 2559

ครูสร้างฅน ฅนสร้างชาติ

ถอดคำพูดครูใหญ่จาก...
(ครูแบบไหนที่ชาติต้องการ)

          สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และงอกงาม สิ่งนั้นเราเรียกว่า 'ครู' ความเป็นครูจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรามีความเคารพต่อผู้เรียน สามารถสร้างการเรียนรู้และสังเกต เกิดการงอกงาม เข้าใจถึงปัญหาและเกิดปัญญา เพราะความเข้าใจและปัญญาไม่สามารถเรียนรู้แบบจับยัดได้
         การเคารพในฐานะของผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เคารพในการเป็นการเป็นผู้สืบต่ออารยะธรรมซึ่งวันหนึ่งเราต้องจากไป การสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ สร้างการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง กระบวนการที่จะสร้างครูได้คือการสร้างกระบวนการให้ครูเรียนรู้ร่วมกัน นำสิ่งที่เจอ ปัญหาต่างๆมาพูดคุยสะท้อนตัวเอง จะเกิดการเรียนรู้ ก่อให้เกิดทักษะในการสอน ไม่ใช่ต่างคนต่างสอน การสร้างปัจจัยหลายอย่างให้ครูไม่ต้องมีการสอน ไม่มีการอบรม ไม่มีการเปรียบเทียบเด็ก สอนเด็กด้วยเสียงที่เบาเพราะเป็นการเคารพต่อกันในการสร้างการเรียนรู้กันและกันทุกคนจะเรียนรู้และทำความเข้าใจนั้นด้วยตนเอง โดยมีครูคอยประคับประคองว่าแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้างและคอยช่วยเหลือเอื้ออำนวยให้เค้างอกงามต่อ โดยไม่ตัดสิน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้ครูมีความเข้าใจในการสอน มีอุดมการณ์และอุดมคติ อุดมการณ์คือสิ่งที่อยากมาทำงานและทำอย่างมีความหมายโดยมุ่งไปที่ผลของเป้าหมาย

         การสอนให้เป็นคนดี สอนจากปากไม่ได้ คุณธรรมจริยธรรมจะต้องผ่านการบ่มเพาะ โดยมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวย 1 วันแห่งการเรียนรู้จะมีกระบวนการบ่มเพาะปัญญาภายใน คุณธรรมและความฉลาดด้านอารมณ์ โดยผ่านกิจกรรมที่มีเหตุผลดีงาม ได้นำหลัก “ปฏิเวธ” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเข้ามา เด็กจะนั่งฟังกันด้วยความเคารพ ช่วงเช้าเป็นพิธีกรรมแห่งความสงบและมีความหมาย ต่อจากนั้นคือการบ่มเพาะปัญญาจากภายในคือการอยู่กับตัวเองอย่างมีสติ เคารพตัวเอง เรียนรู้ความสัมพันธ์ของตนเอง เห็นตัวเองกับโลกและจักรวาลที่เชื่อมโยงกันอยู่ ช่วงเย็นในช่วงก่อนกลับบ้านก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นการเรียนรู้ผ่านหนังสือแบบซ้ำๆ เป็นขั้นตอน

เนื้อหาบทเรียน ทำแบบฝึกหัด ข้อสอบวัดผล อาจทำให้เด็กเรียนรู้ได้บ้าง แต่ครูจะไม่ได้เรียนรู้เลย

สถานที่ที่สร้างชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพครู เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจในชีวิต ส่งผลให้ครูมีทักษะในวิชาชีพและทักษะชีวิต ส่งผลให้เพื่อนที่เห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เห็นคุณค่าของงานที่ทำร่วมกันซึ่งต้องใช้เวลา การสร้างองค์กรให้เหมือนชุมชน มีความร่มรื่น สะอาด ปลอดภัย ที่จะให้เกิดการใคร่ครวญ มีเหตุมีผล มีวิถีปฏิบัติที่คงเส้นคงวา ที่ครูทุกคนร่วมกันกำหนดตั้งแต่แรก ระหว่างที่อยู่ในองค์กรมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดสัมพันธภาพทางบวก มีการสร้างกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ การใคร่ครวญ กิจกรรมเหล่านั้นเริ่มจากฐานปฏิบัติ เมื่อครูทุกคนลงหน้าไปคลุกคลีกับเด็กจะพบเจอสถานการณ์ปัญหาต่างๆ และนำเอาปัญหาเหล่านั้นมาพูดคุยใคร่ครวญ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหานั้นได้ด้วยชุดความรู้เล็กๆ ที่ก่อให้เกิดทักษะความเข้าใจ สุดท้ายแล้วองค์ความรู้นั้นไม่ได้เกิดจาการนำทฤษฎีมาจากข้างนอก แต่เกิดจากการปฏิบัติจริง หล่อหลอมนวัตกรรมเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเกิดเป็นความเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องถกเถียงกันอีก เพราะกระบวนการต่างๆ ทำให้กลับมาทบทวนตัวเองอยู่แล้วทุกปี ทุกสิ้นปีการศึกษาจะมีการให้ครูตั้งคำถามกับตัวเองทุกเรื่อง บางอย่างที่ทำเป็นเพียงพิธีกรรม ที่ไม่เกิดผลอย่างเจตนารมณ์ ก็จะทบทวนเพื่อทำใหม่ การสะท้อนซึ่งกันและกันรวมถึงตัวเองบ่อยๆ นำไปสู่การเป็นครูจริงๆ การพิจารณาถึงเด็กแต่ละคนที่เราจะไม่ละทิ้งใครแม้แต่คนเดียวด้วยเกณฑ์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถงอกงามได้ เป็นศรัทธาของเรา การเรียนรู้วิชาชีพนี้จะหล่อหลอมวัฒนธรรม การสร้างการเรียนรู้ขึ้นมากลายเป็นการสร้างครูขึ้นมา

โดยธรรมชาติแล้วคนเราจะตั้งคำถามกับตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็ว การตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม และการพยายามตอบคำถามตัวเองด้วยวิธีการต่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะได้คำตอบหรือไม่ การมีคำถามจะทำให้เกิดการใคร่ครวญและเราจะรู้ตัวเองว่าเราจะต้องทำอะไร นั่นก็คือการไม่ลืมตัวเองและไม่กลัวว่าคนอื่นจะลืมเรา การทบกวนถึงสิ่งที่เคยทำมาแล้วแต่นึกไม่ออกว่าต้องทำอะไรนั่นคือการลืมตัวเอง

10 กว่าปีผ่านมาได้ทบทวนและอยากจะทำอยู่ 2 อย่าง เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเดียวนั่นคือ หนึ่ง คือการศึกษา สอง คือทำวรรณกรรม จึงตัดสินใจที่จะทำและเห็นปัญหาการพัฒนาครู มีกระทรวงศึกษาธิการที่มีวิธีการเดียวคือการจัดการอบรมใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่ได้ผล ทุกคนก็ทราบดีแต่ก็ยังทำเหมือนเดิม จึงควรค้นหาทางเลือกในการอธิบายให้ทางเลือกกับสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำคือทางเลือกหนึ่ง การพัฒนาตัวเองอย่างไรและพัฒนาเด็กอย่างไร

คุณสมบัติสำคัญของครูคือรู้จักใคร่ครวญเรื่องชีวิตผ่านการอ่าน การฟัง การเฝ้าดูชีวิต ถ้าเราเริ่มเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างไร เราก็จะเห็นเด็กด้วย เห็นแบบทั้งเนื้อทั้งตัวและเราจะไม่กล้าตัดสินด้วยแง่มุมที่หยาบ

ครูแบบไหนที่โลกต้องการ น่าจะเป็นครูที่เห็นเป้าหมายไกลๆที่จะพัฒนาเด็กไปสู่มุมกว้าง ไม่ให้เห็นเพียงขอบเขตของประเทศ เพราะเวลาที่เราพูดถึงชาติ เรามักจะพูดถึงการสร้างคนให้มาแข่งขันกันและทุกครั้งที่พุดถึงการแข่งขันกันก็จะพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ท่ากับการชักนำเด็กไปสู่กลไกของความทุกข์ ความอยากมาล่อหลอก ถ้าเห็นไกลกว่านั้นก็จะมองเห็นถึงความเคารพที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างภราดรภาพ ครูของโลกจะต้องไม่ละทิ้งใคร เพราะคนนั้นจะกลับมาทำปัญหาให้ตัวเองและคนอื่น ดังเช่นตัวอย่างที่พระอาจารย์ยกคือ จะไม่ละทิ้งและอุ้มชูได้ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ยังดีกว่าที่เราละทิ้งเค้าแล้วเค้าสร้างปัญหา นอกเหนือจากนี้เป็นเชิงเทคนิค

ประเทศชาติเราเจอปัญหาใหญ่คือ ครูที่ยังสร้างการเรียนรู้ไม่เก่งและยังตกร่องความคิดและปัญหาใหญ่ สิ่งที่ทำได้คือสร้างกระบวนการใหม่ๆ

หลังจากนั้นพิธีกรเริ่มเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ถามคำถาม 
คนแรกคือ คุณโจน จันใด ผู้ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูลให้กับลูกชาย ซึ่งได้มองว่าการเลี้ยงดูลูกสนับสนุนโดยไม่สอนเค้า เป็นการให้อิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะถ้าการเรียนโดยถูกบังคับแค่จำและจบการศึกษา แต่การเรียนด้วยความชอบจะทำได้เรื่อยๆ คุณโจนตั้งคำถามว่าปัญหาที่ครูใหญ่เจอมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับ

· ไม่มีเด็กที่ไม่อยากมาโรงเรียน
· ไม่ดูการลงเวลาของครูแต่ตลอด ๑๒ ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเด็กห้องไหนถูกทอดทิ้งแม้แต่ห้องเดียว

ส่วนของการวัดผลประเมิน หัวใจคือกระบวนการที่ทำให้รู้เด็กและส่งต่อ เพื่อช่วยไม่ใช่กระบวนการรู้เด็กแล้วตัดสิน อีกทั้งร่องเดิมของการศึกษาที่มองเป้าหมายในวงแคบคือมองที่ความรู้เป็นหลัก การที่จะเอาชนะได้คือการเซาะร่องเดิม เพราะฉะนั้นกระบวนการของลำปลายมมาศคือ ทำให้เห็นสิ่งใหม่ที่มีทางเลือกหลากหลาย การประเมินจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอตลอดการเรียนรู้ ถ้าครูไม่สร้างตัวประเมินเราจะไปไม่ถึงทิศทาง เพราะตัวประเมินจะเป็นตัวบอกว่าเรามาถูกทางหรือไม่ ซึ่งประเมินได้จากการที่เด็กใช้กระบวนการ มีชิ้นงาน นำไปโยงและทำเป็น Rubik ไว้ โดยที่เด็กต้องรู้ตัวเอง ไม่ใช่ครูเป็นผู้ตัดสิน ให้เด็กรู้ค่าและจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่อยากมีปัญหาในส่วนเขตการศึกษาเราก็จะลิงค์ไปยังตัวชี้วัดในมาตรฐาน โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีการสอบ ยกเว้นการสอบระดับชาติ ที่ต้องสอบตามกฎหมาย การสอนให้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้มีความคิด และเป็นตัวเอง เด็กจะสนุกมาก

“ ถ้ามนุษย์คนหนึ่งเติบโตมาแล้วไม่ได้เป็นตัวเอง
ต้องเป็นแต่สิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น ไม่น่าจะเป็นมนุษย์ ไม้ดัด บอนไซ ”

การถามคำถามดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องไปสู่ผู้ร่วมงานคนที่ ๒ อาจารย์หมอชูเกียรติ แพทย์แผนไทยและนักธุรกิจ ได้พูดถึงแนวทางที่เห็นด้วยบางอย่างและบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยในเวลาเดียวกัน คำถามแรกเกิดแนวคิดที่บอกว่าครูที่โลกต้องการจะต้องเป็นครูที่มีเป้าหมายกว้างๆ เป้าหมายที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลที่อาจมีมากกว่าหนึ่งเป้าหมายหรือแม้แต่บางคนไม่มีเป้าหมายของชีวิตเลย สิ่งต่อมาคือถ้าทุกคนทำตามเป้าหมายของตนเองก็อาจจะเหยียบย้ำผู้อื่น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือจุดมุ่งหมายของชีวิต ซึ่งหากถ้าเราไปบอกคำตอบว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร ก็จะเกิดการยัดเยียดและหลงระเริงไปกับสิ่งตนเองรู้แล้ว จุดมุ่งหมายของทุกคนคือความสุขอย่างมีเสรีภาพ มีความยุติธรรม และนี่คือคำตอบแต่คนจะไม่เข้าใจ จึงเกิดคำถามที่ว่าหากเราเดินกันไปโดยไม่มีการทดสอบว่าเด็กมีพัฒนาการไปถึงไหน ถ้าเรามัวแต่ตามหาเป้าหมายมาเป็นกฎเกณฑ์การเรียนการสอน ครูในสถาบันการเรียนการสอนหรือแม้กระทั่งชุมชนที่จะมีการแตกตัวในการสร้างระบบการศึกษาที่แตกต่างกัน สุดท้ายก็จะเป็นในลักษณะของรัฐฉานซึ่งจะเป็นปัญหาที่จะตามมา การเรียนการสอนที่พัฒนาไปถึงจุดนี้ไหม ถ้าจุดมุ่งหมายของชีวิตที่เหมือนกันทำไมเราไม่สร้างกฎเกณฑ์ไปสะท้อนจุดมุ่งหมายของชีวิตที่มีเหมือนกัน ถ้าตั้งกฎเกณฑ์ไปสู่การเจริญวุฒิของตัวเองและสังคมก็จะเป็นการสื่อสารของคนทุกชาติได้เหมือนกัน คำถามต่อมาคือครูที่ดีจะต้องหาความรู้และสิ่งที่เด็กเกิดความสันทัด มีความรู้ มีความชำนาญและส่งเสริม จึงเกิดเป็นปัญหาสังคมที่ว่าเป็นการส่งเสริมในสิ่งที่เค้าดีทำให้เป็นกดงำปมด้อยปัญหาสังคมจึงเกิด ดังที่พระอาจารย์บอกว่า “แม่กับลูกเกิดพร้อมกันและจะเรียนรู้การเป็นแม่และการเป็นลูก” เช่นเดียวกับที่บอกว่าครูที่ดีจะต้องส่งเสริมสิ่งที่ดีแต่เราเลี่ยงที่จะไปแตะปมของเค้า เพราะถ้าสองสิ่งนี้ไม่ไปควบคู่กันปัญหาสังคมก็จะเกิด นี่คือความแย้งที่ได้จากการฟังวันนี้ ส่วนคำถามที่เตรียมมา นั่นก็คือผู้นำกับครูต่างและเหมือนกันอย่างไร,ผู้บริหารกับครูต่างกันอย่างไร ผู้ตามกับครูต่างและเหมือนกันอย่างไร

ครูใหญ่ได้ในตอบออกมา ๒ คำตอบ หนึ่งคือเราจะพัฒนาจุดด้อยของเด็กอย่างไร ซึ่งเราจะไม่ทำสองเรื่องนั่นคือ ไม่ชี้ผิดผิดกับไม่ชี้ถูกเราจะไม่เล่นบทขอองพระเจ้าที่ตัดสิน แต่เรามีหน้าที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ให้เด็กรู้ว่าตัวเองผิดอย่างไร ซึ่งครูจะต้องเก่งมากที่จะต้องทำให้เด็กเค้ารู้ สะท้อนและแก้ไขได้ด้วยตัวเองสำคัญมาก

         พระอาจารย์ได้ตั้งคำถามที่ว่าการไม่ชี้ผิดชี้โทษจะมีวิธีการอย่างไร ครูใหญ่ได้ให้วิธีแก้ซึ่งไม่ใช่เป็นการตัดสินแล้วผ่านเลยแต่จะเป็นการเชิงการให้เด็กเปิดใจเล่าให้เราถึงสิ่งที่เกิด ถ้าเด็กถูกตั้งคำถามเด็กจะค่อยๆรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วควรจะทำอะไรต่อไป ซึ่งคำถามเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา หากตลอดเวลาเรามีความเคารพในตัวผู้เรียนว่าเค้าสามารถเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้ ทุกเหตุการณ์ที่มีการนำครูแต่ละคนมาพูดคุยถึงปัญหาของแต่ละคนก็จะเป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน ครูก็จะเป็นครูที่มีเทคนิคมากขึ้นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้แบบเร็วและไม่เสียหลักการเคารพกันให้เด็กได้เรียนรู้เพื่อยกระดับตัวเองจริงๆเพราะถ้าเราให้เค้าได้เรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ภายในที่แข็งแกร่ง เค้าจะค้นพบสิ่งต่างๆได้เร็วมาก ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับผู้นำและผู้ตาม เนื่องจากมีหลายครั้งที่ได้พบเจอกับการทำงานของครูใหญ่มักมีผู้ถามว่าเคยท้อและเหนื่อยบ้างไหม นั่นเป็นสิ่งที่ครูใหญ่จะไม่คิดและห้ามพูดเพราะมันทำให้เสียเวลา ความไม่ลังเลสงสัยทำให้เกิดข้อแตกต่างของผู้นำและผู้ตามแล้ว ส่วนความเหมือนนั่นก็คือเราคือมนุษย์เหมือนกันเรามีความต้องการบางอย่าง มีหัวใจ มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนๆกันและข้อเหมือนเหล่านี้อย่าทิ้ง เพราะเธอฉันเจ็บปวดเหมือนกันแต่เรามีความเข้มแข็งที่จะเดินไปสู่เป้าหมายต่างกัน ถ้าเราละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกเราก็จะนำพาเค้าไปไม่ได้เหมือนกัน เราก็จะกระด้าง

ครูผักกาด :ถอดความ /ครูป้อม: เรียบเรียง

29 พ.ย. 2558

ํคุณคือลมใต้ปีกของฉัน

ตื่นมาแต่เช้าตรู่ของ 29/11/58 เจอข้อความน่าประทับตรึงใจมากจากผู้ปกครองท่านหนึ่งและยังเป็นกำลังใจเสริมพลังใจให้คุณครูนอกกะลา
เลยขอเก็บเรื่องราวที่มีคุณค่าและความหมายอันตราตรึงนี้ไว้ในบล็อกนี้ครับ

.......................................
แด่...คุณครูลำปลายมาศพัฒนาทุกท่าน
 
คุณแม่ไอดินอยากแบ่งปันข้อความที่โพสต์ในเฟซบุคที่นี่อีกครั้ง เพราะคุณแม่ไม่ได้เป็นเพื่อนในเฟซกับคุณครูอีกหลายๆท่าน อยากจะบอกอีกหลายๆครั้งว่า วิถีลำปลายมาศพัฒนา ที่เราให้โอกาสเรียนรู้และสะท้อนกันและกันด้วยมิตรภาพเพื่อจุดหมายเดียวกันคือการพัฒนาเด็กๆและชุมชน มันช่วยเสริมแรงใจให้ไปทำงานในบรรยากาศลบๆ แบบการตรวจสอบและตัดสินคนอื่นได้ดีเหลือเกิน (คุณครูคงไม่แปลกใจว่าทำไมคุณแม่ชอบมาโรงเรียนบ่อยๆ ถ้าไม่อยู่ในช่วงเดินทาง)  ขอบพระคุณคุณครูใหญ่ที่ให้กำเนิดวิถีที่เห็นคุณค่าของมนุษย์แบบนี้ ขอบพระคุณคุณครูทีมบุกเบิกที่ดำเนินงานสานต่อและหล่อเลี้ยงมันไว้ ขอบพระคุณคุณครูรุ่นใหม่ๆที่เปิดใจมองเห็นมุมที่ดีงดงามของมัน  คิดถึงเพลงลมใต้ปีก (Wind Beneath My Wings ของ Bette Midler) ขึ้นมาจับใจค่ะ

ด้วยรักจากใจ
แม่ไอดิน
*********************
Time's up!! หมดเวลา..พรุ่งนี้จะขึ้นเครื่อง นอนไม่หลับเลยนะนี่!! รอบนี้อยู่บ้านนานถึง 5 อาทิตย์ ได้ร่วมทำกิจกรรมหลายอย่างกับคนที่เรารัก และ/หรือให้คนที่เรารัก หนึ่งในนั้นคือได้รับโอกาสเป็น "ครูสมัครใจ" ช่วยเสริมการสอนวิชาภาษาอังกฤษกับคุณครูที่โรงเรียน เราพกความตั้งใจ"ให้"ไปเต็มเปี่ยม (เน้น Edutainment) แต่กลับมารู้ตัวว่าเรา "รับ"มาเต็มๆ ในระดับเด็กเล็ก ครูอุ้ม"มีของ"มาเล่นได้อย่างมีจินตนาการเสริมความรักและรู้สึกดีกับภาษาอังกฤษ ในระดับประถม 4-6 ครูสังข์ ครูฟิว สามารถหาสื่อการสอนที่เข้าใจง่ายเพื่อกระตุ้นเด็กๆให้กล้าออกเสียงถูกต้อง(จนเราต้องขอเอาไปใช้เสริมในพี่มัธยม) ครูสังข์ใช้เพลงและหนัง(รวมการ์ตูน)ฝรั่งเป็นตัวช่วย อันนี้โดนใจมากๆเพราะเรามาสายนี้ เราไม่ใช่เป็นคนที่ได้คะแนนวิชาการเกี่ยวกับภาษาอังกฤษสูงลิ่ว ไม่ถนัดจำหลักการอะไรเยอะแยะ แต่มันมาจากความรู้สึกดีและฝึกๆๆๆร้องเพลงจนออกเสียงได้ค่อนข้างดีจนเคยมีฝรั่งถามว่าภาษาไทยออกเสียงคล้ายกับภาษาอังกฤษมากเลยเหรอ ฝรั่งปากจัดร่วมห้องสมัย ป.โท ก้อบอกว่าเราเป็นคนเอเชียคนเดียวในห้องที่นำเสนองานแล้วฟังรู้เรื่อง เว่อรร์ร์มาก(คำนี้ฝรั่งไม่รู้เรื่องนะ555) เราไปทำงานฟิลิปปินส์ก้อรู้จากเพื่อนว่าเค้าใช้วิธีเดียวกัน รายการทีวีประกวดร้องเพลงฝรั่งเยอะมาก เพื่อนๆเรานี่มีไมโครโฟนประจำตัวกันเลยล่ะ ทุกวันนี้คนฟิลิปปินส์เลยมารับจ้างสอนอังกฤษคนไทยและดึงงานนานาชาติกลับไปประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ (รวมทั้งที่บริษัทเราด้วย...ปวดใจ!!) อยากจะกระซิบบอกกระทรวงศึกษาว่าเราควรแจกไมโครโฟนคาราโอเกะฟรีก่อนแจกแทบเลตป่าว 555 คนไทยเรียนแกรมม่าท่องคำศัพท์ก่อน แต่ฝรั่งเรียนรู้การออกเสียง(phonic)ก่อน ถ้าฟังเสียงออก ก้อจะรู้ว่าอ่านและเขียนยังไง ไม่ต้องท่องศัพท์แทบตาย!! (แต่คำยากๆก้อหา trick จำกันเอาเองเด้อออ) ส่วนแกรมม่าน่ะผิดเค้ายังเข้าใจจาก content รอบๆเล้ยยย
สุดท้ายนี้อยากจะส่งกำลังใจมาให้ทีมคุณครูภาษาอังกฤษของลำปลายมาศพัฒนาทุกท่าน(รวมถึงระดับมัธยม) ว่าคุณครูมาถูกทางแล้วค่ะ ที่เหลือคือให้มั่นใจว่างานนี้ไม่มีปาฎิหาริย์(ขออภัยที่พูดตรง) และจะทำอย่างไรให้เด็กมีโอกาสฝึกๆๆๆการพูดออกเสียงบ่อยๆ ในหลายๆสถานการณ์ (นี่คือเหตุผลที่โรงเรียนอินเตอร์มาตรฐานดีจะไม่รับเด็กไทยเยอะๆ) ตอนแรกที่ได้ข่าวว่ามีมติเลือกครูสังข์ที่ไม่ได้จบเอกอังกฤษ เห็นฝรั่งแล้วจะหลบเสมอ มาเป็นครูอังกฤษก้ออึ้งนิดๆ แต่ ณ วันนี้ได้สัมผัสกับตัวเอง เห็นความตั้งใจค้นหาสื่อการสอน เห็นการนำสื่อมาเชื่อมโยงในชั้นเรียน เห็นพัฒนาการความกล้าในการพูดกับเราเป็นภาษาอังกฤษ ที่สำคัญคือได้เห็นพี่ๆที่ไม่กล้าพูดเลือกครูสังข์เป็นเทรนเนอร์ แทนที่จะเลือกเราที่อหังการ์ว่าชั้นรู้มากกว่า...เราก้อได้อึ้งอีกครั้งหนึ่ง!! นี่ล่ะคือลำปลายมาศพัฒนา..ให้ความรักก่อนให้ความรู้.. เราเหมือนเห็นภาพย้อนกลับตัวเองในอดีต เราชอบอังกฤษมาก ครูก้อเก่งและสนุกกับความสนใจของเราจนลืมเพื่อนเรา เพื่อนเราเลยเกลียดทั้งภาษาอังกฤษและเรา(เค้ามาสารภาพตอนโต)..
Again, thank you all LPMP English teachers very much for this precious learning (to teach) experience. I just wish that one day I can be as wonderful teachers as you are!! ป.ล.มีภาพอมยิ้มมาฝากด้วยค่ะ Happy weekend ค่ะ


...
ด้วยความขอบคุณกำลังใจมากๆ ครับ/ ครูป้อม

23 ก.ย. 2558

ความเงียบ | บทเพลง 4'33

cr : The Sound of Silent: John Cage and 4'33"



_ในชั่วโมงจิตศึกษาผมชวนนักเรียนคุยเรื่อง ความเงียบ
และในเมื่อหลายปีก่อน ผมให้นักเรียนหยิบยืมหนังสือความเงียบ:เขียนโดยจอห์น เลน(John Lane) - (ย่อ; ความเงียบ คือประตูสู่สันติสุขภายใน คือพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ คือหนทางที่จะทำให้มนุษย์ได้สัมผัสกับพลังแห่งชีวิต คือความนิ่งสงบ และเบิกบาน... หากลองละวิถีชีวิตที่เร่งร้อน ปล่อยวางภาระอันหนักอึ้ง ทั้งภายนอกและภายในจิตใจ บางทีเราอาจค้นพบความสุขที่ซ่อนตัวอยู่ในความเรียบง่ายธรรมดา และค้นพบหนทางที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตน เราจะตระหนักว่า ความสุขสงบ สันติภาพ เสรีภาพ และความสร้างสรรค์ ทั้งภายในขอบเขตของตัวเราและสังคมรอบข้างจะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยพลังจากความเงียบนี่เอง)

หลากหลายเรื่องราวที่ชวนนักเรียนคุยในวงจิตศึกษาวันนั้น ผมเคยของหนุ่มเมืองจันทร์จากหนังสือ ? เกี่ยวกับความเงียบจากบทเพลงของจอห์น เคจ(John Cage) บทเพลงแห่งตำนานของเขาก็คือ 4'33
       
ผมได้ยินชื่อ "จอห์น เคจ" มานานแล้ว
ได้ยินพร้อมกับชื่อบทเพลง "4"33" อันโด่งดังของเขา
บทเพลงนี้บรรเลงครั้งแรกที่ "วู้ดสต็อค นิวยอร์ก" เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1952
58 ปีมาแล้ว
"เดวิด ทูดอร์" นักเปียโนชื่อดังเป็นคนบรรเลงเพลง 4"33
เพลงนี้มีความยาว 4.33 นาที แบ่งเป็น 3 องค์
ช่วงแรก 30 วินาที ช่วงที่สอง 2 นาที 23 วินาที และช่วงที่สาม 1 นาที 40 วินาที
ทุกช่วงตอนบรรเลงด้วยโน้ตตัวเดียว
คือ "ความเงียบ"
"เดวิด ทูดอร์" เริ่มต้นด้วยการปิดฝาครอบลิ่มเปียโนหรือคีย์บอร์ด แสดงถึงการเริ่มต้นองค์ที่หนึ่ง
จากนั้นก็นิ่ง
30 วินาทีผ่านไป เขาเปิดฝาครอบลิ่มขึ้น แสดงว่าจบองค์แรก
ปิดฝาลิ่มอีกครั้ง เพื่อบอกคนดูว่าการแสดงองค์ที่สองเริ่มต้นแล้ว
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เขาพลิกแผ่นโน้ตทีละหน้า
จนครบ 2 นาที 23 วินาที เขาก็ปิดฝาลิ่มเปียโนลงอีกครั้ง
จากนั้นก็ปิดฝาลิ่ม เริ่มองค์ที่สาม
1 นาที 40 วินาที "ทูดอร์" ก็เปิดฝาครอบลิ่มเปียโนเป็นครั้งสุดท้าย
ถอยห่างและโค้งคำนับผู้ชม
จบเพลง 4"33

เพลงแบบนี้ใครๆ ก็แต่งได้ แต่จะมีกี่คนที่กล้าเล่นเพลงนี้ให้คนฟัง ที่สำคัญผมเพิ่งรู้ที่มาของเพลง 4"33
เชื่อไหมครับ ว่า "จอห์น เคจ" ใช้เวลานานมากกว่าจะแต่งเพลงนี้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้เขาเคยสงสัยว่าโลกนี้มี "ความเงียบ" จริงหรือไม่
"เคจ" ขออนุญาตมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดใช้ห้องเก็บเสียงที่มีกำแพงดูดเสียงทดลองค้นหา "ความเงียบ"
เขาอยู่ในห้องนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมง
อยู่นิ่งๆ เงียบๆ
แต่ "ไม่เงียบ"
เพราะแม้จะนิ่งและเงียบเพียงใด เขาก็ได้ยินเสียงบางเสียงเป็นเสียงสูงกับเสียงต่ำ
เมื่อสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ก็ได้คำตอบว่าเป็นเสียงของระบบประสาท และเสียงการไหลเวียนของเลือดในตัว
"จอห์น เคจ" จึงสรุปว่าในโลกนี้ไม่มี "ความเงียบ" โดยสมบูรณ์
และแรงบันดาลใจที่จะแต่งเพลง 4"33 จึงเริ่มต้นขึ้น
เขานิยามความหมายของคำว่า "ความเงียบ" ใหม่
"จอห์น เคจ" บอกว่า "เสียง" และ "ความเงียบ" แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย
หากจะแตกต่างก็มีเพียงแค่ "ความคิด" ที่จะ "เอาใจใส่" ต่อการรับฟ้ง
หรือ "ความคิด" ที่ "ไม่เอาใจใส่" ต่อการรับฟัง
...เท่านั้นเอง

ถ้าเราใส่ใจที่จะฟัง เราจะได้ยิน "เสียง" แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจที่จะฟัง เราก็จะไม่ได้ยินอะไร
และนั่นคือ "ความเงียบ"
ตอนแรก "จอห์น เคจ" ยังไม่กล้าที่จะใช้ "ความเงียบ" เป็น "เสียงเพลง"
จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1951 เขาไปดูงานศิลปะของ "โรเบิร์ต โรเซนเบิร์ก" และเห็นภาพที่ว่างเปล่า
มีแต่ "ผ้าใบสีขาว" ขึงอยู่บนเฟรม
ไม่มีสีอะไรอยู่บนภาพนั้นเลย
มีแต่แสงและเงาของคนดู ต้นไม้ ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บนผ้าใบสีขาว
ผมชอบคำอธิบายภาพนี้ของ "จอห์น เคจ"
เขาบอกว่า นี่คือสนามบินของแสงและเงา หรือเป็นภาพสะท้อนของอากาศ
"มันไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น แต่เป็นวิธีการที่เรามองต่างหาก"
"จอห์น เคจ" บอกว่า ภาพของ "โรเซนเบิร์ก" คือ คำอนุมัติให้เขาเขียนเพลงแห่งความเงียบบทนี้
และบทเพลงบทนี้ก็ไม่ได้ "เงียบ" อย่างแท้จริง เพราะช่วงเวลาที่ไม่มีเสียงดนตรีบนเวที
"ความเงียบ" ของเสียงดนตรี คือ "สนามบิน" ของเสียงอื่นๆ รอบข้าง
และนั่นคือ เสียงดนตรีที่แท้จริงของเพลง 4"33

เมื่อเริ่มต้นองค์แรก คนดูยังเงียบอยู่ แต่มีเสียงลมจากภายนอกพัดผ่านกิ่งไม้เข้ามา
พอถึงองค์ที่สอง คนดูก็ยังเงียบเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีเสียงดนตรีขึ้นในช่วงไหน แต่มีเสียงฝนตกกระทบหลังคาดังแทรกเข้ามา
จนถึงองค์ที่สาม คนดูเริ่มกระซิบกัน บางคนเริ่มโวยวาย จากเบาเป็นดัง และบางคนก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินออกไป
"จอห์น เคจ" บอกว่าคนดูไม่มีใครหัวเราะ พวกเขาโมโหเมื่อรู้ว่าเพลงที่รอฟังอยู่นั้น แท้จริงไม่มีอะไรเลย แม้จะไม่มีอะไรเลยแต่ก็เป็นบทเพลงที่ทุกคนไม่ลืมเลือน
หลังจากวันนั้น "จอห์น เคจ" นำเพลงนี้ไปบรรเลงอีกหลายครั้ง
น่าแปลกที่แม้จะเป็นเพลงเดียวกันแต่เสียงเพลงกลับเปลี่ยนไปทุกครั้ง
ตามสถานที่และอารมณ์ของคนดู
ผมชอบมุมคิดของ "จอห์น เคจ" มาก
เขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจาก "ภายใน" ของตัวเรา
ไม่ใช่ "ภายนอก"
"ความเงียบ" จึงไม่ใช่เรื่องของ "เสียง"
แต่เป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ และความไม่หยุดนิ่ง
ภาพของ "โรเซนเบิร์ก" สอนเราว่า "สิ่งที่เราเห็น ไม่สำคัญเท่ากับวิธีการมอง"
เช่นเดียวกับเพลง 4"33 ของ "จอห์น เคจ"
เสียงที่เกิดขึ้นจะดังหรือเบา ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่ใจเพียงใด
ถ้า "ใส่ใจ" ก็ดัง
"ไม่ใส่ใจ" ก็เบา
หรือ "ไม่ได้ยิน"
แวบหนึ่ง ผมนึกถึงเมืองไทยในวันนี้
ผมได้ยินเพลง 4"33 ดังขึ้นอย่างยาวนาน
และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบ...