23 ธ.ค. 2557

เรียนรู้จากกองขี้ควาย

      หลังเคารพธงชาติเสร็จเช้านี้ที่โรงเรียนมีการแสดงของคุณครู(ใหม่) เกี่ยวกับการเก็บดูแลรักษาของเล่นของใช้ เดินออกจากบริเวณเคารพธงชาติเด็กนักเรียนและคุณครูเดินมาจับมือกับเป็นวงกลมบริเวณสนามฟุตบอลเดิม ด้านหน้าคอกวัวคอกควาย

เช้านี้อากาศแจ่มใสเหลือเกิน ลมโชยมาแต่ละครั้งทำให้ครูและเด็กๆ ต่างสดชื่นกับสายลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบาในแต่ละครั้ง ทุกคนจับมือเพื่อนผู้ชายเพื่อนผู้หญิงและคุณครู ต่างส่งพลังความรักให้กันและกัน ครูชื่นชมที่พี่ๆ ม.1 ทุกคนได้ช่วยเหลือโรงเรียนในเรื่องต่างๆ บริเวณ อาคาร สถานที่รอบๆ มัธยมดูสะอาดสะอ้านกว่าที่เคยเป็น ทุกคนได้มีส่วนปรนนิบัติบ้าน ตอนเช้า-เย็น ได้ดูแลต้นไม้ ธรรมชาติโดยรอบ เก็บกวาดเศษขยะใบไม้แห้งต่างๆ นักเรียนได้เห็นความเชื่อมโยงของตัวเขากับจักรวาล ทุกคนเรียนรู้ในความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมแต่ละวันๆ

       คอกวัวคอกควายตอนนี้มีสมาชิกใหม่คือ บุญชู3 บ้านของคอกวัวคอกควายตอนนี้เต็มไปด้วยขี้เต็มไปหมดวัว-ควายแทบไม่มีที่จะนอน ควายตัวเล็กๆ ได้นอนในมุมเล็กๆ ด้านในสุดของคอก ซึ่งคอกอยู่ติดกับโรงสีข้าวอีกฟากฝั่ง ตั้งอยู่ใต้ต้นฉ่ำฉาก็คือคอกวัวคอกควาย ตอนกลางวันคุณลุงคนงานจะนำวัวควายไปกินหญ้าบริเวณด้านหลังของโรงเรียน ส่วนตอนกลางคืนคุณลุงก็จะนำวัวควายเข้าคอกและก่อไฟให้เกิดควันไฟ เพื่อไล่ยุงตลอดทั้งคืน ครูพานักเรียนทุกคนเดินเข้าไปชมที่พักนั้นเดินวนรอบๆ สำรวจคอกวัวคอกควาย สิ่งที่เราจะทำอะไรช่วยโรงเรียนได้ทำอย่างไร พอหลังจากเดินสำรวจเสร็จครูพานักเรียนมานั่งถอดสิ่งที่นักเรียนเห็น สิ่งที่เราจะดูแลสถานที่ช่วยมีอะไรบ้าง

พี่ชาร์ป “ผมคิดว่าเราน่าจะช่วยกันขนขี้ความยออกมาตากข้างนอก เพราะว่ามันเยอะเกินไปครับ สงสารพี่บุญชู3 นอนลำบากครับ” พี่ชาร์ปบอกความคิดเห็นของตนเองแก่ครูและเพื่อนๆ รอบวง

พี่เบ้น “หนูอยากให้เป็นที่ที่น่าอยู่ค่ะ หากมีขี้ควายเยอะเกินไป ความก็อาจจะไม่มีที่นอนทุกตัวในคอกเล็กๆ นี้ค่ะ” สิ้นเสียงของพี่เบ้น เพื่อนๆ หลายคนยังตกตะลึงกับการจะได้ร่วมกันขนขี้วัวขี้ควายในครั้งนี้

ครู “ขอบคุณพี่ชาร์ปและพี่เบ้นมากครับ” ครูสบตาทั้งคู่แล้วพูดต่อ “ก็เหมือนตอนลานสกี้ขี้ควายที่ครูเขียนนำมาเล่าให้พวกเราฟังตอนนั้นครับ ครูกับพี่สาวก็ช่วยกันขนขี้ความมากองยังงี้ตอนเด็ก เป็นช่วงที่สนุกมากๆ ในความทรงจำ ตอนนี้เข้าใจอยู่ว่าเราหลายๆ คนไม่เคยทำ ต้องลองดูครับมันก็คือขี้วัวขี้ควายทั่วๆ ไปเท่านั้นเอง” ครูพูดสร้างพลังให้เด็กๆ รอบๆ วง “ทุกคนลงมือช่วยกันครับ” ครูและนักเรียนทุกคนรีบถอดร้องเท้าถุงเท้าและรีบหาเครื่องมือต่างๆ มาช่วยกันขนขี้วัวขี้ควาย ด้วยความสนุกสนาน แฝงด้วยความขยะแขยงของหลายๆ คนที่ไม่เคยสัมผัส

       นักเรียนทุกคนกับครูช่วยกันขนขี้วัวขี้ควายออกจากคอกทั้งสอง นักเรียนหญิงต่างๆ พากันหาที่รองขี้วัวขี้ควายเป็นถังน้ำ กระสอบปุ๋ย หรือบุงกี่ นักเรียนชายหลายคนและครูพากันวิ่งเข้าคอกควายใช้เท้าน้อยๆ ของพวกเขาเยียบย่ำกองขี้ควายที่แฉะๆ หรือบางกองก็มีฉี่ของควายปะปนอยู่อย่างไม่รังเกียจ บางคนเดินวกกลับมาบ้าน ม.1 เพื่อหาอุปกรณ์ให้เพื่อนๆ ตักหรือขนขี้วัวขี้ควายอย่างขะมักเขม้น

_ เวลาแห่งการเรียนรู้ในวันที่พวกเขาได้ทำงาน ผ่านสิ่งที่ท้าทาย นักเรียนทุกคนได้ผ่านความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พวกเขาได้เรียนรู้การร่วมมือในการทำงานซึ่งกันและกัน การมีน้ำใจ สิ่งสำคัญคือตัวเขาได้สร้างบ้านใหม่ให้กับวัวควายที่โรงเรียน

1 ธ.ค. 2557

ผมเลขที่ 17 นะครับครู

      ช่วงบ่ายโมงแสงแดดอ่อนๆ กลางเดือนสิบเอ็ดลมเหมันต์ที่พัดผ่านมาแต่ละครั้งทำเอาครูและเด็กๆ มัธยมหลายๆ คนตัวสั่นระริก
      ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวจากแปลงนาของโรงเรียนฯ ก็เลยต้องขอใช้สนามบาสฯ ซึ่งเป็นสนามอเนกประสงค์เพียงแห่งเดียวที่สามารถใช้ตากข้าวได้เป็นสนามที่เด็กๆ มัธยมจะใช้เล่นกีฬาร่วมกันในช่วงเลิกเรียน ส่วนบริเวณอื่นเป็นสนามหญ้าที่เขียวขจีโดยบริเวณทั่ว เด็กๆ อนุบาลกับเด็กประถมก็วิ่งเล่นกันอย่างเพลิดเพลินสนุกสนามทุกๆ ตอนเย็นระหว่างรอผู้ปกครองมารับกับคุณครูทั้งชาย-หญิงที่ร่วมเล่นกับเด็กๆ ที่ระดับมัธยมวันนี้คุณครูจัดกิจกรรมการละเล่น โดยให้พี่ๆ ม.3 สอนน้องๆ ม.1 กับ ม.2 เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ คิดขึ้นจัดเป็นฐาน เพื่อนให้ทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่ๆ กับน้องๆ อย่างมีไมตรีจิตที่ดีต่อกันและกัน

_พอเสร็จกิจกรรมก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ทุกคนได้มานั่งวงกลมร่วมกันบริเวณสนามหญ้ามัธยม ครูณี
เป็นผู้คอยอำนวยกิจกรรมต่อ โดยพาครูและเด็กๆ เล่นกิจกรรมสลับที่นั่ง, มอญซ้อนผ้า แต่ก็มีเหตุเกิดขึ้นที่พวกเราทุกคนต่างฉงนสนเท่ห์กันทุกคน
ครูณี “ให้พี่ๆ ม.1, ม.2, ม.3 นั่งเรียงติดกันในวงกลม โดยให้เลขที่ 1 นั่งด้วยกัน..จนถึงเลขที่สุดท้าย” หลังสิ้นเสียงคุณครู เด็กๆ พากันวิ่งกันไปคนละคนละทาง และพากันมาเรียงในวงกลมที่ละ 3 คน จนเกือบเต็มครบวงกลม
      ก็จะมีแต่..พี่ออดี้ที่ยืนหมุนซ้ายทีหมุนขวาทีที่จะหาคนพี่ๆ ม.2 กับ ม.3 ที่มีเลขที่ 17 เหมือนกับเขา สุดท้ายแล้ว เหลือเพียงพี่ออดี้คนเดียวที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงกลางวงกลมใหญ่ โดยที่มีทั้งครูมัธยมทุกคน(5 คน) และเด็กๆ มัธยมทุกคน(เกือบๆ 60 คน) ล้อมรอบเขาอยู่ในเวลานี้ พี่ออดี้ก็ค่อยๆ เดินกลับไปนั่งที่เดิมของตนเองในวงกลม โดยทุกสายตาต่างมองมาหาพี่ออดี้ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานเสมอ

ทามกลางเสียงพูดคุยกันของเด็กๆ มัธยมและเสียงหัวเราะของพี่ๆ น้องๆ ที่เล่าสู่กันฟังในตอนนั้น

ออดี้ “เอ่อ...ครูณีครับ.. เมื่อกี้นี้นะครับ..ครูรู้ไหมครับ.. ว่าเหมือนกับคุณครูฆ่าผมให้ตายเลยนะนั่น!” พี่ออดี้พูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสั่นเครือ ใบหน้าอันเบิกบานยิ้มแย้มตลอดเวลาของเขาพยายามมองไปหาครูณีที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม แต่ครูณีกับทุกคนก็แทบไม่ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของที่พี่ออดี้ที่พูดออกมารอบที่ 1
ออดี้ “เอ่อ...ครูณีครับ.. เมื่อกี้นี้นะครับ..ครูรู้ไหมครับ.. ว่าเหมือนกับคุณครูฆ่าผมให้ตายเลยนะนั่น” หลังสิ้นเสียงที่พี่ออดี้พูดประโยคเดิมเปะ ครูณีและทุกคนก็ต่างสนใจในการพูดของพี่ออดี้ในรอบที่ 2 นี้มากขึ้น
ครูณี “เดี๋ยวๆๆ..ทุกคนเงียบๆก่อนนะคะ.. ฟังๆ พี่ออดี้จะพูดอะไร?” เสียงต่างๆ เงียบกริบขึ้นมาทันใดหลังสิ้นสียงของครูณีเชิญชวนฟังพี่ออดี้จะพูด ครูณีพูดต่อ “เชิญพี่ออดี้พูดค่ะ” ครูทุกคนและเด็กทุกคนต่างตั้งใจฟังกับสิ่งที่ออดี้กำลังจะบอกออกมา
ออดี้ “เอ่อ...ครูณีครับ.. เมื่อกี้นี้นะครับ..ครูรู้ไหมครับ.. ว่าเหมือนกับคุณครูฆ่าผมให้ตายเลยนะนั่น” ครูณีและทุกคนต่างตะลึงกับสิ่งที่พี่ออดี้พูดออกมา แต่ทุกคนก็มาทบทวนสิ่งที่พี่ออดี้พูดออกมาอย่างอารมณ์ดี

 _ชั้น ม.3 มีเด็กๆ 16 คน และชั้น ม.2 มีเด็กๆ 16 คน ส่วนเด็กๆ ม.1 มี 17 คน และพี่ออดี้เลขที่ 17 จึงไม่มีคู่ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำเอาพี่ๆ เพื่อนๆ และคุณครูต่างพากันอมยิ้มอย่างปีติสุขใจกับท่าทางอันน่ารักของพี่ออดี้ที่บอกความรู้สึกออกมา ครูณีหัวเราะจนหน้าแดงและพูดต่อ..
ครูณี “พวกเราทุกคน..’ขอโทษพี่ออดี้’ พร้อมกันค่ะ” ครูณีพูดออกไปเหมือนจะกลั้นเสียงหัวเราะแทบไม่อยู่
ทุกคน “ขอโทษนะครับออดี้ / ขอโทษนะคะออดี้ ” เสียงดังกระหึมที่เปล่งออกมาพร้อมเพรียงกันปะหนึ่งเสียงประสานที่ฝึกซ้อมกันมานานเนิ่น

     สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหตุการณ์ที่เด็กๆ กับคุณครู ต่างพากันอมยิ้มกับเรื่องราวที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเล่าเก็บไว้..

23 พ.ย. 2557

พิธีกร(ดิว)ที่ไร้เสียง

       วันนี้มีการประชันความสามารถของเด็กๆ มัธยม แต่ละระดับชั้นต่างกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการซ้อม การแสดงแต่ละชุดทุกระดับชั้น
เด็กๆ แต่ละคน ต่างมีบทบาทหน้าที่ในแสดงการประชันความสามารถในวันนี้ ครูแต่ละชั้นก็จะค่อยสังเกตดูว่าเด็กๆ จะจัดการกิจกรรมในวันนี้ออกมากันอย่างไรบ้างตลอด 3 สัปดาห์ในระหว่างการเตรียมตัว ทุกคนต่างตื่นเต้นและบางคนต่างก็งงงวยกับหน้าที่ของตนเอง
      ก่อนหน้าที่จะมีการแสดงของเด็กๆ ม.1 ในวันนี้ พวกเราได้เลือกพิธีกรร่วมกัน โดยมีมติคนที่ถูกเลือก ก็คือพี่ไข่มุกกับพี่ดิว หลังจากที่ทั้งสองคนได้รับมอบหน้าที่ ทั้งคู่ก็ต่างตั้งใจทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ ทั้งคู่ได้แบ่งบทกันพูด ที่วางไว้ก็คือ จะให้พี่ดิวเป็นคนประกาศก่อนการแสดงของฝ่ายหญิง(พี่เบ้นกับพี่อุ้ม- ไม่รักไม่ต้องมาแคร์) และให้พี่ไข่มุกประกาศขณะที่ฝ่ายชายแสดง(พี่เหน่งกับพี่ชาร์ป - คั่นอ้ายตายสิไห้นำบ่)

ตอนซ้อม
ทั้งคู่ออกมายืนกลางเวทีและพิธีกรทั้งสองคนก็ได้พูดทักทายท่านผู้ชม ก่อนการแสดงแต่ละชุดจะมีขึ้น
ไข่มุก "สวัสดีค่ะท่านผู้ชม..วันนี้พวกเราจะมีการแสดงอันน่าตื่นเต้นให้รับชมกันค่ะ เป็นการขับร้องเพลงของพี่เหน่งและพี่ชาร์ป ในบทเพลงคั่นอ้ายตายสิไห้นำบ่... ขอเสียงปรบมือด้วยค๊าา.." พี่ไข่มุกพูดด้วยท่าทีที่มาดมั่น ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง
ดิว "การแสดงชุดต่อไป ก็คือพี่เบ้นกับพี่อุ้มจะมาขับร้องเพลงไม่รักไม่ต้องมาแคร์..หากทุกคนพร้อมแล้วขอเสียงตบมือด้วยนะคร้าบ.." พี่ดิวพูดด้วยน้ำหนักเสียงอันแผ่วเบา และยืนตะลึงตกใจนิ่งงันอยู่กับที่และพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
ตอนแสดงจริง
ทั้งคู่ออกมายืนกลางเวทีด้วยความมั่นใจกับการซ้อมมาอย่างเต็มที่ โดยมีคุณครู ผู้ปกครอง และพี่ๆ มัธยมเกือบ 60 คน ที่ใต้ถุนบ้าน ม.1 พิธีกรเริ่มพูด..
ไข่มุก "สวัสดีค่ะทุกท่านที่น่ารัก...ต่อไปนี้เป็นการแสดงของพี่ ม.1 กับการแสดงชุดแรกกับพี่เหน่งและพี่ชาร์ป ด้วยผลงานเพลงคั่นอ้ายตายสิไห้นำบ่...ขอเสียงปรบมือเป็นกำลังใจด้วยค๊าา.." พี่ไข่มุกพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ส่วนพี่ดิวปรบมือตามเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน ด้วยสีหน้าและท่าทางยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่
หลังจากการแสดงชุดที่ 1 จบลง พิธีกรทั้งคู่ได้เดินเข้ามายังกลางเวทีอีกครั้ง เพื่อนๆ ม.1 และคุณครูต่างเฝ้ารอให้และส่งกำลังใจให้พี่ดิว ที่จะพูดเชิญชนการแสดงชุดถัดไป พิธีกรทั้งคู่พูดต่อ..
ไข่มุก "การแสดงชุดแรกจบลงไปแล้วนะคะ..สนุกกันหรือเปล่าค่ะท่านผู้ชม.. ถ้าสนุกขอเสียงปรบมือดังๆ อีกครั้งด้วยค๊าา" พี่ไข่มุกเรียกเสียงปรบมือจากทุกคน ขณะที่พี่ดิวยังยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับว่าถูกเสียงปรบมือสะกดจิตให้ตัวแข็งดังเช่นก่อนหินก็ปานนั้น พิธีกรพูดต่อ.. "พวกเรามาชมการแสดงชุดที่ 2 กันต่อเลยดีกว่า พบกับพี่เบ้นและพี่อุ้มต่อเลยค่ะ ในบทเพลงไม่รักไม่ต้องมาแคร์..ขอเสียงปรบมือด้วยค๊าา" หลังจากสิ้นเสียงพี่ไข่มุกทุกคนต่างฉงนสนเท่ห์แทนพี่ดิวที่กลายเป็นพิธีกรไร้เสียง แล้วเดินออกมาด้วยท่าทางอันเบิกบาน เหมือนมีความสุขอย่างยิ่งกับการทำหน้าที่ในวันนี้เสร็จสิ้นลง

*ทุกคนต่างส่งกำลังใจให้พี่ดิว และสอบถามขณะที่การแสดงชุด 2 กำลังดำเนินการอยู่่
"ทำไมดิวนายไม่พูดอย่างที่ซ้อมกันมาล่ะ" เพื่อนๆ หลายคนต่างตั้งคำถามกับพี่ดิว และต่างตั้งใจรอฟังคำอธิบาย
"คือว่า..เรากับไข่มุกเปลี่ยนแผนกันนิดหน่อย" พี่ดิวพยายามอธิบายให้เพื่อนๆ เข้าใจเขาและแผนการที่ทั้งคู่ ชวนกันเปลี่ยนก่อนการแสดงไม่กี่อึดใจ.

5 พ.ย. 2557

ประสบการณ์สอนชีวิต

      วันนี้ตกหนักดั่งกับฟ้ารั่ว เสียงฟ้าร้องคำรามดังก้องกังวานไปทั่ว เด็กๆ ที่กำลังเล่นกีฬาอยู่กลางสนามอย่างสนุก พากันวิ่งหลบฝนที่ซัดกระหน่ำไปคนละทิศคนละทาง เด็กๆ บางคนวิ่งออกมาเล่นยอกล้อกับสายฝนที่โหมลงมาอย่างบ้าคลั่งแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปหลบฝนที่ตึกจนขะมุกขะมอมไปทั้งตัว
_เมื่อช่วงเช้าครูชวนนักเรียนพูดคุยถึงเรื่องความลำบาก ก็เลยยกกรณีของหลายๆ บุคคลที่เคยผ่านชีวิตที่ตรากตรำมาหลายคน คนที่มีทุกย่างพร้อมสรรพจะไม่รู้จักการต่อสู้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่ครูมอบให้ได้ในช่วงเวลาสอนก็คือประสบการณ์เดิมที่นำมาต่อเติมกัน ครูฟังเรื่องที่ศิษย์เล่าต่อเติมเสริมกันเพื่อเสริมกำลังใจให้กันและกัน เพื่อนๆ ที่พร้อมสรรพก็ได้ฟังเรื่องของคนอื่นที่ลำบากกว่าอีกด้วย

_อีกเรื่องหนึ่งที่ครูพูดเสริมกับเด็กๆ วันนี้ประเด็นกล้องครูสังข์ใช้งานไม่ได้ ชวนพี่ ม.1 คิดว่าเราจะทำยังไง “ตอนนี้กล้องครูสังข์เครื่องเล็กNikon ที่พวกเราเคยยืมมาถ่ายทำมันใช้งานไม่ได้แล้ว อาจจะมากล้องตกกระแทรกพื้นทำให้อุปกรณ์ภายในพังเสียหาย” ครูพูดไปพร้อมสอดส่ายสายตาสบตาเด็กแต่ละคนกวาดสายตาไปมามองรอบวงกลม ขณะที่เด็กๆ ตั้งใจฟังแทบสัมผัสได้ถึงจังหวะเสียงเต้นของหัวใจแต่ละคน
“แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเคยไปยืมกล้องครูเขามา อาจจะมาจากครั้งหนึ่งที่ครูเห็นพี่ชาติทำกล้องตกกระแทรกพื้นหรือเปล่าครูก็ไม่รู้” ครูพูดตรงๆ จี้ให้พี่ชาติรู้ตัวเร็วขึ้นในสิ่งที่ทำแล้วปกปิดเหตุการณ์นั้นเอาไว้ เหมือนจะไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความลับนั้น
“แต่วันนั้นพวกผมก็นำกล้องมาเปิดใช้งานได้ปรกติ และยังถ่ายทำต่อจนเสร็จนะครับ” พี่ชาติพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น
“อย่างน้อยเราเป็นผู้ที่ไปยืมกล้องครูเขามา เราต้องมีส่วนรับผิดชอบนะ ครูสังข์เขาไม่พูดอะไรไม่ใช่ว่าพวกเราจะปล่อยให้มันเป็นไปเลยตามเลย โดยที่จะไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ครูเขาก็ต้องใช้เงินตัวเองไปซ่อมในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำมันขึ้นมาเองนั้นหรือ?” ครูพูดออกไปพรางให้นักเรียนครุ่นคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น
ช่วงเย็นผมได้เข้าไปพูดคุยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูสังข์
“กล้องมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากเด็กๆ หรอกมั่งครับ เพราะมันเป็นแบบนี้บ่อยครั้งครับ” ครูสังข์พูดเหมือนอยากบอกว่าเด็กๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกล้องหล่นกระแทรกพื้นในครั้งนี้
“วันนี้ครูชวนคุยหลายๆ อย่างและรวมเรื่องกล้องนี้ด้วยครับ” ผมบอกสิ่งที่เด็กๆ สะท้อนและครูสอนเรื่องราวจากเหตุการณ์กับเด็กๆ (ครูณีชวนคุยประเด็นกล้อง)

:: : :::: ::

_ครูทุกคนต่างมีภาระค่าใช้จ่ายใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียรเพราะกลัวเงินไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน ไหนจะเป็นค่าใช้ในเดือนต่อไป ค่าใช้สอยต่างๆ ที่ครูทุกคนต่างแบกภาระกับผู้มีพระคุณรอบๆ ตัว ครูต่างตอบแทนคุณผ่านสิ่งของใช้สอยหรือเงินส่วนหนึ่งจากเงินเดือนโอนถึงแม่พ่อ ดูแลจิตใจท่านและอีกอย่างหนึ่งคุณครูทุกคนก็เคยผ่าฟันจากประสบการณ์ที่เรียนมหาวิทยาลัยฯ เป็นสิ่งที่นำมาใช้ถ่ายทอดเรื่องราวแฝงแง่คิดให้นักเรียนได้ดีทุกๆ วัน

_ขณะที่ฝนข้างนอกยังโหมกระหน่ำดูเหมือนว่ายังจะไม่มีท่าทีว่าฝนจะหยุดตกโดยเร็วพลัน ต้นไผ่หน้าตึกประถมถูกลมพัดวี้ดว้าดไผ่โอนเอนไปมาตามทิศทางลม

มุมหนึ่งของตึกประถมผมเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือกัน ท้าทายต่อเสียงน้ำฝนที่ตกกระแทกหลังคากระเบื้องที่อยู่สูงจากพวกเขาราวเท่าๆ กับแป้นบาสเกตบอล

24 ต.ค. 2557

ยิ้มแย้มแจ่มใส | นักเรียน


_ช่วงเช้าตรู่ที่สดใส อากาศกับแสงแดดอ่อนๆ ส่งแสงระยิบระยับเต็มไปทั่วบริเวณ แสงแผ่ซานผ่านช่องเล็กช่องน้อยของพื้นที่ว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่กับต้นไม้เล็กสลับกันไปมา แดดอ่อนๆ สาดแสงมาตรงหน้าของผมในช่วงเวลาที่เด็กๆ กำลังจะเดินทางมาถึงเรียน สายลมเย็นฉ่ำพัดรวงข้าวสีทองโอนเอนอ่อนไหว ผมเฝ้ามองจากขอบหน้าต่างทางด้านทิศตะวันตกของบ้านเรือนไทยมัธยมศึกษาปีที่ 1 มองลงไปคล้ายกับระรอกคลื่นที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่ง มันจะพัดใบ และรวงข้าวโบกสะบัดระริกระรี้อยู่ตลอดเวลา ดั่งหนุ่มสาวได้ดื่มด่ำแห่งไอรัก เสียงแรกของเด็กๆ ที่มาถึงห้องเรียน “สวัสดีค่ะคุณครูป้อม” นี้เป็นประโยคแรกของทุกวันที่ผมได้ยินมาโดยตลอดจวบจนจะครบ 1 ภาคเรียนแล้วเห็นจะได้
_นี้ก็เป็นอีกวันแล้วชินะ ที่ผมเห็นเด็กๆ มาถึงโรงเรียนฯ ตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ผมเฝ้าสังเกตเห็นอากัปกริยาของเด็กๆ แต่ละคนต่างสดใสซื่อๆ ผมมองลึกลงในแววตาที่เปล่งประกายแห่งการเรียนรู้ของพวกเด็กๆ มันทำให้ผมนึกวัยนั้นที่ผมก็เคยข้ามผ่านห้วงเวลาอันแสนมีความสุข สนุกและเรียบง่ายอย่างเช่นพวกเขาเหล่านั้น การเรียนรู้ในวัยเด็กเช่นนี้ พวกเขาไม่ต้องคิดถึงภาระหน้าที่ต่างๆ อย่างที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราต้องแบกอุ้มภาระเอาไว้ ไม่ต้องมาห่วงกับหน้าที่การงานต่างๆ ที่จะเข้ามาท้าทายทดสอบจิตใจว่าเรายังเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างที่โหมกระหน่ำเข้ามาหาเราทุกวี่วันอยู่หรือเปล่า งานอันแสนยากและลำบากที่สุดสำหรับพวกเขาที่เห็นจะมีก็คือการเรียนรู้ตามชั่วโมงที่สอนของครูแต่ละคนที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดเรียน ป่านดังว่าตารางเรียนนี้คือการกำหนดสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนต้องก้าวข้ามผ่านมันให้ได้ในทุกๆ วัน พวกเขาไม่ต้องมาเตรียมการสอน ไม่ต้องวางแผนเขียนแผนการสอนล่วงหน้า ไม่ต้องคิดเตรียมสื่อหรือกิจกรรมการสอน หรืออะไรต่างๆ สัพเพเหระที่ทำอย่างที่คุณครูทำรอพวกเขาเอาไว้ในแต่ละวัน

:: : :::

สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีก็คือ ความสดใส ความใคร่เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ สิ่งใหม่ที่เข้ามาท้าทายพวกเขา เด็กหลายคนกระหายที่จะอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวของพวกเขา ความสดใหม่ของเนื้อหาการสอนในแต่ละเรื่องที่ครูเตรียมที่จะมาสอนศิษย์ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายครูเช่นเดียวกัน ครูผู้ที่คิดค้นนวัตกรรมการสอนที่แปลกๆ ใหม่มาถ่ายทอดกับเด็กๆ ให้เหมาะสมแก่การเรียนรู้สำหรับพวกเขาในชั่วโมงนั้น เด็กๆ จะกระหายที่จะค้นหาคำตอบ และอยากจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ครูเตรียมมาสอนเป็นอย่างดี

_ที่ผมกล่าวเอาไว้ในช่วงต้นเป็นการเรียนรู้ในเรื่องที่ใกล้ตัวของพวกเขา เด็กๆ เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวสินเหล็ก 4 เมล็ด ให้ได้ 2000 เมล็ด ปลูกในพื้นที่จำกัด การทำงานวิจัยปลูกข้าวมีความสนุกและท้าทายทุกๆ สัปดาห์เป็นPBL ระยะยาวเรียนรู้ 20 สัปดาห์
เคยมีผู้ปกครองท่านหนึ่งเข้ามาถามผมว่า “ใครเป็นคนเสนอความคิดในการปลูกเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่มากและมีผลต่างจากต้นทุนมากที่สุดนี้ค่ะคุณครู?” หลังจากสินเสียงคำถามลงแววตาของผู้ปกครองท่านนั้นจดๆ จองๆ มองผมเหมือนจะรอให้คำตอบหลุดออกมาทันทีทันใดในเวลานั้น ท่านยังพูดเสริมต่ออีกว่า “คุณแม่เคยเห็นทฤษฏีหนึ่งในอเมริกา เป็นงานวิจัยคล้ายๆ กับโจทย์นี้ แต่มันเป็นการเรียนรู้ในระดับการเรียนปริญญาเอกเลยเชียวนะ คุณแม่ชื่นชมคนคิดโจทย์นี้ให้เด็กๆ จังเลยค่ะ” พอสิ้นเสียงคำถามและการสนทนาในครั้งเหมือนท่านอยากจะเข้ามาชื่นชม และสนใจในงานวิจัยชิ้นนี้ของเด็กๆ เป็นอย่างมาก ผมตอบคำถามไป “ครูใหญ่..ฝากโจทย์ให้ครูมัธยมมาใช้สอนPBL ให้เด็ก ม.1 ภาคเรียนนี้ครับ” เหมือนคำตอบนี้จะโดนใจสำหรับผู้ปกครองท่านนี้ ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมปีติ แววตาแห่งความรื่นรมย์ยินดีในการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้


รวงข้าวสีทองแลเหลืองอร่ามเต็มท่อที่ใช้ปลูกข้าวของเด็กๆ ยืนชูคอรอรวงคอยเคียวโอนเอนอ่อนไหวไปมา เมื่อต้องสายลมในทุกๆ วัน

6 ต.ค. 2557

ประชันหมากกระดาน | มัธยม

“เวลาผ่านไปเนินนานเท่าไรแล้วที่เด็กๆ ไม่ได้ประชันหมากระดาน” แวบหนึ่งของห้วงความคิดของผมในวันที่สายลมพัดวี้ดว้าดไปมาอย่างรุนแรง สังเกตได้จากกิ่งไม้ไหวเอนไปมา เศษใบไม้แห่งและกิ่งไม้แห้งร่วงหล่นลงมากลาดเกลื่อนตลอดทางเดินกำกับสติของโรงเรียนนอกกะลา
_ช่วงเที่ยงเวลาที่เด็กๆ ทุกคนจะมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ใต้ถุนบ้านเรือนไทย ม.2 ผมประกาศรับสมัครประชันความสามารถหมากกระดาน “ใครที่ลงชื่อกับครูประจำชั้นแล้ว หลังทานข้าวเที่ยงให้ทุกคนไปใต้ถุนบ้านเรือนไทย ม.1 เพื่อที่จะจับสลากแบ่งสายประชันหมากกระดานกันนะครับ” พอสิ้นเสียงคำประกาดของครูท่ามกลางความเงียบกริบตั้งใจฟังของเด็กๆ คนที่ลงชื่อต่างทานข้าวไปด้วยและคิดไว้ลึกๆ ว่าเราจะจับสลากพบกับใครในเวลาอีกไม่นานที่กำลังคืบคานเข้ามาถึง

_เมื่อผลการจับสลากแบ่งสายประชันหมากกระดานเขียนขึ้นบนกระดานปรากฏคู่ประกบ เด็กๆ นักเรียนหญิงก็เริ่มแข่งขันก่อนเลย แล้วครูค่อยจับสลากแบ่งสายเด็กๆ นักเรียนชาย พอจับสลากแบ่งคู่ได้เพียงครึ่งเดียว เด็กๆ นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งทำทะเล่อทะล่าเดินวนเวียนไปเชียร์นักเรียนหญิงที่กำลังทำการประชันอยู่ ปานว่าเขาเหล่านั้นเป็นยอดฝีมือที่มองเกมการเล่นหมากกระดานอย่างทะลุปรุโปร่ง จนทำให้นักเรียนชายอีกหลายๆ คนต้องรอกัน เพื่อจะมาดูคู่ประชันของตัวเองและรับฟังแนวปฏิบัติก่อนการประชันจะเริ่มขึ้นในเวลาอีกไม่กี่อึดใจ ผมเฝ้ามองท่าทีของเด็กๆ หลายคนแผ่ซ่านความกระหายที่พวกเขาอยากจะประลองฝีมือกับคู่ประชันที่เห็นรายชื่อ เหมือนดังวัวกระทิงที่ประจันหน้ากัน อยากแสดงให้เห็นถึงฝีมือที่เคยฝึกปรือมาก่อนที่จะถึงวันประชันร่วมแรมเดือน

::: :: ::::

ความรื่นรมย์ในห้วงเวลาที่เด็กๆ ได้นั่งอยู่ต่อหน้าคู่ประชัน การเดินผิด เดินถูก ทุกกระบวนการที่เขาเจอปัญหามันได้ฝึกฝนให้ผู้ร่วมประชันได้ใช้ทักษะต่างๆ Multi Skill มาแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การวางแผน

_การเรียนรู้ที่แสนง่ายดายของนักเรียนและสอดแทรกความสนุกสนานจากการที่เขาและเพื่อนๆ เป็นคนออกแบบรูปแบบการเล่น ตกลงกติกากันเองโดยที่ทั้งสองคนยอมรับและคิดว่าได้รับยุติธรรมสำหรับการประชันครั้งนี้ การประชันแต่ละคู้จะเป็นผู้กำหนดขึ้นมาว่าจะแข่งกัน นัดเดียว หรือ 2 ใน 3 ก็ได้

การประชันยังคงดำเนินไปเช่นทุกวันในตอนเที่ยงหลังทานข้าวเสร็จ และทุกคนต่างพอใจในผลที่ออกมา

_หลังสิ้นสุดกิจกรรมการประชันหมากกระดาน ผมเห็นความปีติที่ส่งมอบมาจากแววตาคู่หนึ่งที่ส่งสารจากนัยน์ตาที่บ่งบอกถึงความสุข ที่เปล่งประกายความใสของเด็กน้อยในวัยมัธยมต้นได้อย่างประหลาดใจ มองให้เห็นความลุ่มลึกจากครูผู้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลง ความงอกงามที่ศิษย์สะท้อนมาให้เห็นด้วยกิจกรรมการคิดนี้


สายลมในช่วงเย็นพัดใบไม้แห้งร่วงพรูตามรายทาง ร่วงลงมาทับถมอิฐตัวหนอนเป็นชั้นหนาเรียบทางเดินหน้าบ้านเรือนไทยมัธยม

24 ก.ย. 2557

การเรียนรู้ | ดอนปู่ตา

เช้าของวันอันสดใส แสงแดดอ่อนๆ ปกคลุมพื้นหญ้าเขียวขจีโดยทั่ว หน้าอาคารเรือนไทยบ้านมัธยม
_ช่างเป็นเช้าที่สดชื่นเหลือเกินและสวยงามเสียเหลือเกินในความรู้สึกของครูคนหนึ่ง ในค่ำคืนนั้นก่อนบรรยากาศอันสดชื่นนี้จะปรากฏให้เห็นฝนได้ตกกระหน่ำตลอดทั้งคืน ทำให้ผมนอนฟังเสียงฝนด้วยความอิ่มเอมใจ มองเห็นถึงความชุ่มฉ่ำของพื้นดินกันต้นหญ้าโดยทั่วที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น คิดถึงต้นไม่ใบหญ้าที่จะรายรำตัวเองกลางสายฝน

_ทุกๆ เช้าก่อนจะเริ่มเรียนวิชาแรกของแต่ละวัน เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมจิตศึกษาร่วมกับคุณครู เราจะใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันราว 20 นาที
กิจกรรมจะดำเนินไปด้วยความเรียบงาย สงบ ครูจะคอยอำนวยกิจกรรมสอดแทรกแง่คิดและเสริมปัญญาภายในให้กับเด็กๆ ด้วยคำถาม จิตศึกษายังได้ช่วยบ่มเพาะตัวของครู ในทุกๆ วันที่กิจกรรมเสร็จครูเองก็ได้เตรียมสภาพจิตใจ(ปัญญาภายใน) ได้ใคร่ครวญตัวเองในภวังค์ของความคิดที่ใช้สติกำกับทุกๆ คำพูดที่จะสอนศิษย์ ใช้ความเมตตาต่อลูกศิษย์เป็นตัวกำหนดวุฒิภาวะของครู
:: : ::
ขณะที่ผมเรียนอยู่มัธยมตอนต้น ผมมีโอกาสได้เดินชมป่ากับคุณครู โรงเรียนของผมอยู่ที่ชนบทและรายรอบโรงเรียนฯ เต็มไปด้วยผืนป่าใหญ่เขียนขจี ป่านั้นเป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชนอีกด้วย และที่สำคัญป่านั้นมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่าดอนปู่ตา
ผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ หลากหลายนิทานและตำนานพิลึกกึกกือที่เล่าถึงดอนปู่ตาแห่งนี้ได้ถูกถ่ายทอดจากปากของผู้เฒ่าสู่ลูกหลานหลายชั้นหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านทุกคนจะละเว้นสัตว์ทุกตัวที่อาศัยอยู่บริเวณป่าแห่งนี้และต้นไม้ทุกต้นจะไม่เคยถูกตัดออกจากป่าเลย ผมเคยเข้าไปศาลปู่ตาดูครั้งหนึ่ง ผมมองลึกเข้าไปในทางเดินก่อนจะถึงศาลดอนปู่ตา ศาลเจ้าและซากเหลือของพวงมาลัยเครื่องบูชาตลอดจนริ้วรอยของผ้า ผ้าแพรเก่าใหม่หนาชั้นที่รัดรึงอยู่บริเวณโคนเสาเอกของศาลปู่ตา ดูประการหนึ่งดั่งกำแพงศักดิ์ที่คอยกั้นกางอาการลบหลู่ดูหมิ่นมิให้ย่างกรายเข้าไปถึง ไม่เคยมีใครสักคนถามว่าทำไมต้องมีสิ่งเหล่านี้ประดับอยู่รายรอบที่ศาลปู่ตา ไม่มีคำสอนใดๆ จากปากของผู้เฒ่าให้กระทำสิ่งประหนึ่งความชั่วร้ายนี้ มีก็เพียงแต่คำสอนให้เชื่อถือและปฏิบัติตามประการเดียวเท่านั้น – เป็นคำเล่าขาน และผมนึกได้จากคำสอนเมื่อสักราว 15 ปีก่อน
โอกาสที่ครูได้สอนเราในห้วงเวลาที่เหมาะเจาะและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เอื้ออำนวยในวันนั้น ผมเดินป่าได้สนุกมากและเพื่อนๆ ทุกคนรื่นรมย์ ผมโชคดีมากที่ได้เรียนกับคุณครูที่ท่านเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง ดังกับนักเล่าการ์ตูนที่ทำให้เด็กๆ นั่งติดอยู่หน้าจอโทรทัศน์อย่างงอมแงม ทำเอาผมและเพื่อนๆ ถือปฏิบัติต่อคำสอนนั้นตราบจนทุกวันนี้ ก็ไม่เคยมีใครคิดจะไปค้นหาคำตอบจากดอนปู่ตาแห่งนั้น
ประสบการเดิมของผมกับดอนปู่ตาแห่งนี้ มีมากมายหลายเรื่องที่นำมาเล่าสอนลูกศิษย์ ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ครูป้อนให้

17 ก.ย. 2557

หุ่นประดิษฐ์สร้างสรรค์

การเรียนรู้ของเด็กๆ เกิดขึ้นทุกๆวัน + ความสุขเล็กๆ

กับการซ่อมสิ่งประดิษฐ์หุ่นจากเศษไม้ บางชิ้นติดต่อกันด้วยกาวร้อนและไม่ยืดติดดีพอทำให้หุ่งพังทลาย เวลาผ่านไปเกือบ 1 เดือน เด็กๆ ได้ฐานรองพื้นให้หุ่นไว้เป็นที่พักอย่างสวยงามและลงตัว

_โดยเเมื่อเช้าครูขออาสาเด็กๆ ให้ไปเลือยไม้เป็นฐานรองพื้นให้หุ่นเพื่อไว้ยืน และมีพี่โ๊อตกับพี่ชาร์ปอาสาไปเลือยไม้กับผม และเด็กๆ อีกกลุ่มครูณีพาซ่อมแซมงานเก่าจนเสร็จ
พอผมกลับมาหุ่นทุกๆ ตัวเสร็จสมบูรณ์ เตรียมที่จะขึ้นยืนที่ฐานรอง เด็กๆ รับฐานรองและใช้กระดาษทรายขัดแผ่นไม้รองอย่างตั้งใจ และนำหุ่นขึ้นยืน ใช้กาวร้อนติดเท้าของหุ่นรองที่ฐานยืนตั้งอย่างสวยงาม

_หากความตั้งใจนี้ของเด็กในวันนี้ ผมเชื่อว่าการเรียนรู้นี้จะต่อยอดฐานความคิดด้านจินตนาการให้เข้าได้ใช้ประโยชน์จากงานประดิษฐ์จากเศษวัสดุธรรมชาติ ให้เกิดการเรียนรู้
สู่อาชีพงานเสริมรายได้ ฝึกฝนทักษะชีวิตให้การอยู่เป็น อยู่ร่วมกันธรรมชาติด้วยความเคารพต่อสรรพสิ่งรอบตัว เห็นคุณค่าจากภาระงานที่ทำทุกๆ ชิ้น

:: ความสุขเล็กๆ จึงบังเกิดกับการเรียนรู้เสมอๆ.

11 ก.ย. 2557

ฮีโร่ - HERO

เดือน 9 เช้าที่ 11 ก.ย.
หลายคนคงจดจำกันได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ตึกเวริอเทรดถล่ม จากผู้ก่อการร้ายแถบทะเลทราย
ทุกๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ล้วนจะเป็นประวัติศาสตร์ให้แก่ชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาที่มาของเหตุการณ์เกิดจากสาเหตุใด? ภูมิหลังที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้คืออะไร?
ผมเคยได้ฟังเรื่องราวจากเหตุการณ์นี้มาหลายๆ ครั้ง มีเรื่องราวเกี่ยวกับสุนัขยอดฮีโร่ที่พาเจ้านายตาบอด ลงมาจากตึกวันที่โดนโจมตีจากชั้น 84 ได้สำเร็จและรอดตายอย่างปาฏิหาริย์
และอีกข่าวหนึ่งที่โด่งดังกันไปทั่วโลก มีบุคคลเข้าไปกราดยิงครูและนักเรียนในโรงเรียนฯ แห่งหนึ่งในอเมริกาหลายคนที่ตามข่าวคงได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้จากหลายๆ สื่อ
มีฮีโร่คนหนึ่งเธอคือ แครี โซโต หลังจากทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่าน้องสาวเธอคือวิคตอเรีย โซโต ครูพี่เลี้ยงในโรงเรียนเสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนอนุบาลที่คร่าชีวิตเด็กและครูไป 26 ศพ แต่น้องสาวเธอได้ทำสิ่งที่คนทั้งโลกต้องคารวะในความกล้าหาญและเสียสละที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำเพื่อคนอื่นได้
วิคตอเรีย โซโต เป็นครูพี่เลี้ยงของนักเรียนเกรด 1 ในโรงเรียน หลังจากที่เธอรู้ว่าภัยกำลังมาถึงเธอและเด็กๆ เธอตัดสินใจพาเด็กๆทั้งหมดในชั้นเรียนของเธอไปซ่อนไว้ในห้องเล็กๆ และตู้ต่างๆ เท่าที่เธอจะทำได้ 
จากนั้นปิดล๊อคห้องแล้วตัดสินใจเดินเข้าหาฆาตกร บอกกับฆาตกรว่า ทุกคนในโรงเรียนอยู่ในโรงยิมเพื่อปกป้องๆ เด็กๆ ของเธอไว้ ผลคือฆาตกรหันปากกระบอกปืนมาทางเธอ ยิงเธอเสียชีวิตตรงนั้น แล้วไปตามที่เธอว่า โดยที่เด็กๆ ทั้งชั้นเรียนของเธอปลอดภัยทั้งหมด
ในสถาณการณ์ชีวิต มีคนสักกี่คนที่จะทำแบบนี้ได้ ยอมตายเพื่อปกป้องชีวิตเล็กๆ ในอ้อมแขน โดยไม่ลังเล ในนิยาย ในการ์ตูนฮีโร่ แต่งตัวสวยหรู เหาะเหินเดินอากาศได้ มีพลังพิเศษ แต่ในโลกของความเป็นจริง ฮีโร่ ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านั้น แด่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ความกล้าหาญ และหัวใจอันงดงาม

เราทุกคนถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน คุณก็อาจจะเป็นฮีโร่ได้เสมอ
แต่ก็อาจจะแล้วแต่ตัวตนของคนแต่ละคน ที่จะแสดงความเป็นฮีโร่(เสียสละ) ออกมามากน้อยเพียงใด ตามเหตุการณ์ที่ปีบบังคับให้ปลดปล่อยตัวตนออกมา

4 ก.ย. 2557

โต๊ะโต๊ะจัง

หนังสือแปลเรื่องโต๊ะโต๊ะจังเป็นเรื่องจริงของครูญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูและ พยายาม จะสอนให้ลูกศิษย์เติบโตขึ้น อย่างมีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่มีแต่เพียงร่างกายและสมอง แม้จะไม่ได้ รับเงินทุนสนับสนุน อะไรมากมายนัก แต่เขาก็พยายาม คิดหาวิธีที่จะ ทำให้ลูกศิษย์รู้สึกสนุก ในการเรียนรู้ และเห็นว่าการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เขาเริ่มต้นให้เด็กตื่นตาตื่นใจ ด้วยการนำตู้รถไฟเก่าๆ มาดัดแปลงเป็นห้องเรียนแทนที่จะสร้าง อาคารเรียน สูงๆ เด็กๆ ชอบนั่งรถไฟกันอยู่แล้ว พอเข้าไป ในห้องเรียน ครูไม่ได้บอกว่า จะสอน ประชาธิปไตย แต่ฝึกให้เด็กรู้จักลักษณะของความเป็นประชาธิปไตย ด้วยการนั่ง อย่างมีระเบียบ โดยไม่ต้องกำหนด ที่นั่งประจำ ขณะที่ครูสอน นักเรียนก็มีสิทธิซักถามและอภิปรายได้

ถึงชั่วโมงประวัติศาสตร์ ครูก็พานักเรียน เดินไปชมวัดหรือสถานที่อันเป็นโบราณสถานประจำท้องถิ่น ระหว่างทาง ก็สอนธรรมชาติศึกษา ให้เด็กรู้จัก ต้นหมากรากไม้ คูคลอง หนองบึง ให้ได้เรียนได้สัมผัส กับของจริง ทุกอย่าง เด็กได้รับความรู้ ไปพร้อมๆ กับความเพลิดเพลิน ก็จะจดจำได้ไม่ลืม

ผู้เขียนประสบความสำเร็จในอาชีพนักแสดง และเป็นผู้จัดรายการทีวีที่มีชื่อเสียง มาก ตลอดชีวิต เธอไม่เคยลืม คุณครูผู้นี้เลย เมื่อตอนเป็นเด็ก เธอซุกซนมาก อยากรู้อยากเห็น ช่างซักช่างถาม ไปเรียน หนังสือ ก็จะซักถามครูอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อเห็นนกก็อยากรู้ว่า นกนี้มันเป็นอย่างไร มันมาทำไม มันพูดว่าอะไร นกมันก็พูดภาษาของนก แต่เด็กเต็มไปด้วยจินตนาการ อยากรู้อยากเห็น จนครู โรงเรียนนั้น บอกกับแม่ของโต๊ะโต๊ะจังว่า ไม่ไหวแล้ว ขอให้เอาไปเรียนที่อื่น พูดง่ายๆ ก็คือไล่ออก แต่พูดอย่างสุภาพ

แม่ก็พยายามหาโรงเรียนให้ลูกใหม่ จนไปพบโรงเรียนรถไฟ ก็พาลูกเดินเข้าไปโดยไม่มีความมั่นใจเลยว่า ครูโรงเรียนนี้ จะยอมรับลูกสาว ตัวน้อยหรือไม่ หนูน้อยนั้น พอเห็น โรงเรียนก็ชอบใจ อยากจะเรียนที่นี่ แม่ก็เข้าไปคุยกับครูใหญ่ ซึ่งรูปร่างหน้าตา ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หัวก็ล้าน ฟันหน้าก็หัก

พอพบหนูน้อยตาใสแจ๋ว ท่าทางมีความ สุจริตเชื่อมั่นอย่างไร้เดียงสา ครูใหญ่ก็ชวนพูดคุย คือ สัมภาษณ์นั่นเอง แม่หนูก็เล่าให้ฟังทุกอย่าง ถึงสิ่งที่อยู่ในใจ คุยกัน ๓ ชั่วโมง จนถึงเวลาอาหาร กลางวัน ครูใหญ่ก็ชวนไปกินข้าว โต๊ะโต๊ะจังขอถาม อีกประโยคหนึ่งว่า "แล้วหนูจะได้เข้าเรียน ที่โรงเรียนนี้ไหม?" ครูใหญ่ตอบว่า "แน่นอนที่สุด"

เมื่อเติบโตขึ้นเธอจึงไม่เคยลืมพระคุณของครูคนนี้ ที่ได้ช่วยให้เธอเป็นคนมีจิตวิญญาณ ที่สามารถ มองโลก ด้วยความแจ่มใส และถูกต้อง จนยืนขึ้นได้ ด้วยตัวของตัวเอง อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ลองนึกดูว่า ถ้าเด็กน้อยคนนี้ถูกไล่ออกจากโรงเรียนหนึ่ง แล้วพอไปเข้าโรงเรียนใหม่ ก็ถูกไล่ออกอีก อนาคตของเธอ จะเป็นอย่างไร คงจะไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับความสำเร็จ ในชีวิตเช่นนี้ นอกจากจะเป็น ผู้จัดรายการทีวีแล้ว เธอยังเป็น นักเขียนหนังสือ สำหรับเด็ก และทำงานที่มีประโยชน์ อีกหลายอย่าง จน ได้รับเลือกจากองค์การยูนิเซฟ ให้เป็นทูตเพื่อเด็ก

27 ส.ค. 2557

พิธีชา นักเรียนเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมกันเอง

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมากิจกรรมพิธีชาดำเนินกิจกรรมโดยพี่ๆ นักเรียนเป็นผู้บริการกันเอง
เริมกิจกรรม 14.50 น. ในวงกลม เตรียมร่วมกิจกรรมดื่มชาอย่างมีสติ

ผู้บริการวันนั้น ได้แก่ พี่ไข่มุก, พี่ตุ๊กตา, พี่อ้อแอ้, พี่พิมพ์ และพี่เดียร์

สัปดาห์นี้เราดื่มชาใบเตย  ผู้บริการเริ่มไปต้มชา และเพื่อนๆ อีกกลุ่มก็เตรียมแก้ว เก็บดอกไม้มาประดับถาดไม้รองถ้วยน้ำชา ขนม  และจัดขอนไม้ประดับกิ่งไม้ ใบไม้ จุดเทียนหอม เพื่อสร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์

วันนั้นผู้บริการเชิญทุกคนดื่มชา และขนม
หลังจากนั้นก็อ่านเรื่องราวดีๆ ให้ทุกคนร่วมรับฟัง เรื่องจากผู้บริการถ่ายทอดให้รับฟังร่วมกัน
พี่ไข่มุก อ่านเรื่องราว...

"เธอทั้งหลาย...
การทำความดีนั้นถือเป็นการกระทำที่อิสระ เพราะเราสามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนก็เช่นกัน ขอให้เธอช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นโดยคิดเพียงว่า " ถ้าเขาพ้นทุกข์เราก็สบายใจ" หากเธอคิดได้เช่นนี้ เธอก็จะช่วยเหลือใครๆได้อย่างเต็มที่ เเละเกิดความเป็นความสบายใจขึ้น และเมื่อเธอเกิดความเดือดร้อนขึ้นในวันใดวันหนึ่งแล้ว ความช่วยเหลือก็จะมาสู่เธอโดยไม่ต้องร้องจอด้วยซำ้ พระพุทธองค์เคยตรัสถึงคนที่เป็นหมอว่า เป็นบุคคลสำคัญซึ้งมีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ ดังนั้นหมอจึงควรมีคุณธรรมขั้นสูงคุ้มครองจิตใจ และต้องช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มความสามารถโดยไม่เเบ่งเเยกความเเตกต่างของคนไข้หากหมอทำดีกับคนไข้อย่างไร ก็เท่ากับทำความดีอย่างนั้นต่อพระพุทธองค์ด้วย ศาสนาคริสต์เองก็ต้องการให้มนุษย์ทุกคนรู้จักรักกัน เเละมอบความช่วยเหลือซึ่งกันเเละกันโดยไม่มีข้อเเม้ในจิตใจ เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อเราช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน ก็เท่ากับเราได้ช่วยลูกของพระองค์ไว้ นั้นหมายถึงเราได้เเสดงความรักต่อพระองค์ด้วยเช่นกัน"


วันนั้นบรรยากาศ เป็นไปอย่างอบอุ่นทั้งคุณครูและนักเรียนที่ร่วมกิจกรรม
ขอบคุณผู้บริการ

เป้าหมายกิจกรรมพิธีชา..
- การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน นอบน้อม เชื่อมโยง การได้ชื่นชมความงาม
- เข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง..

18 ก.ค. 2557

เกม 24 และ 180 IQ

ก่อนเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ทุกๆ ชั่วโมงประมาณ 5-10 นาที ผมจะมีโจทย์ให้เด็กๆ แต่ละคนได้คิดก่อนเตรียมความพร้อมที่จะเรียนในเนื้อหานั้นๆ 

เช่น
*วิธีการเล่นเกม 24  : ผมจะกำหนดตัวเลขมาให้ 4 ตัว ให้เด็กๆ ใช้  บวก (+)  ลบ (−)  คูณ (×)  หาร (÷)  มาดำเนินการเพื่อที่จะหาคำตอบ โดยเลข 1 ตัว ใช้ได้เพียง 1 ใช้ได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น

2  8  7  4  

9  6  3  1

5  8  5  3

พอครูตั้งโจทย์ให้เสร็จแล้ว โจทย์ทุกข้อจะมีคำตอบ คือ 24  
เด็กๆ ทุกคนชอบกิจกรรมนี้มาก ทุกคนต่างมีสิทธิ์ได้ตอบ โดยการยกมือ คนที่ยกมือคนแรกจะได้อธิบายก่อน ครูก็จะช่วยจัดระบบข้อมูลให้เด็กๆ พร้อมกับค่อยตั้งคำถามกระตุ้นการคิดอย่างสม่ำเสมอ "ใครมีวิธีคิดที่แตกต่างจากนี้บ้างครัับ"
เด็กๆ ที่คิดเลขเร็ว คิดเลขได้ช้า ต่างก็มีสิทธิ์ในการอธิบายเท่ากัน
 หลายคนต่างกระตุ้นตัวเอง ผลักตัวเองขึ้นมาเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อที่จะหาวิธีคิดจากคำตอบ ทุกๆ คนได้จดจ่ออยู่กับการคิดนั้นจริงๆ 

** วิธีการเล่นเกม 180 IQ : จะเพิ่มเครื่องหมาย ยกกำลัง กับ รากที่ 2 เข้ามาเพิ่มในการคิดตัวเลขที่มีค่าเยอะๆ  เกมนี้จพท้าทายกว่าเกม 24 มากขึ้นครับ  กติกาเช่นเดียวกับเกม 24

3  9  5  6  2  =  57

5  6  9  3  6  =  31

7  2  6  4  1  =  53

มันเป็นเรื่องที่ผมยังไม่ได้สอน คือ รากที่ 2 แต่เด็กๆสนใจ เพราะพวกเขาจะได้นำมันมาใช้ในการหาคำตอบได้สะดวกขึ้น เด็กๆ ก็เลยเข้าใจเรื่องรากที่ 2 ไปโดยปริยาย และทบทวนเลขยกกำลังกันจนมองเห็นภาพชัดเจน

ทุกครั้งที่ตั้งโจทย์เสร็จ ผมสังเกตุเห็นการใคร่ครวญกับโจทย์แตกต่างกันออกไป..
บางคนใช้วิธีเขียนโจทย์ลงในสมุดทดคด แล้วคิดๆ ก่อนจะยกมือตอบครู / อธิบายวิธีคิดให้ครูและเพื่อนๆ รับฟัง
บางคนใช้วิธีจ่องมองตัวเลขทั้ง 5 ตัว แล้วคิดในใจ เพื่อให้ได้คำตอบ - วิธีการนี้จะเป็นอีกขั้นหนึ่งที่คนเข้าใจพื้นฐานการคิดมาแล้วระดับหนึ่ง มองเห็นภาพตัวเลขความสัมพันธ์ ก่อนโยงเข้าสู่ค่าของคำตอบที่ใกล้เคียง แล้วจึงขมวดให้ได้คำตอบที่ตรงค่านั้น 
  หลายๆ กิจกรรมทุกๆ โจทย์ถึงจะเป็นคนเดิมซ้ำๆ ที่ตอบ หรือเพื่อนๆ คนอื่นได้แชร์วิธีคิด : เพื่อนๆ ทุกคนได้ฝึกการสังเกตุ การตรวจสอบคำตอบของผู้อื่น กระบวนการจัดระบบข้อมูล และการรับฟัง

เด็กๆ มีความสามารถในการคิดทางคณิตศาสตร์ ทุกครั้งที่เด็กๆ มาส่งงานผมจะให้ทุกคนอธิบายสิ่งที่ทำมา หากยังไม่เข้าใจต้องไปเรียนรู้โจทย์ที่ทำมาส่งใหม่ ฝึกการเตรียมความพร้อมก่อนมาส่งงาน เช็คตัวเองให้ดีๆ ว่าเข้าใจเรื่องนั้นมากน้อยเพียงไร จะแก้ปัญหาในความไม่รู้เรื่องนั้นอย่างไร

สิ่งที่สะท้อนเห็นได้ชัดก่อนมาส่งงาน เพื่อนที่ส่งผ่านแล้วจะค่อนแนะนำเพื่อน(Peer Assist) ที่ยังไม่เข้าใจ ช่วยเช็คงานเพื่อก่อนจะนำมาส่งครูทุกๆ ครั้ง

เรื่องบังเอิญ เพลินให้ยิ้ม ตอน7 

9 ก.ค. 2557

Maths(1) - Funny

"ฉีกกะรดาษขนาด 3x3 นิ้ว ให้ตัวเราลอดผ่านได้"

เด็กๆ ทุกคนได้ร่วมกิจกรรม อย่างสนุกสนาน และได้ฝึกการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ทุกคน


AAR กับเด็กๆ
- ได้คิดการวางแผนก่อนลงมือทำ เพราะบางคนเริ่มเลย ฉีกกระดาษแล้วนำปรับแก้ไม่ได้
- การออกแบบModel ของรูปร่างที่จะฉีกตามรอย
- การคิดแก้ปัญหา
- การใช้ความคิดอย่างสร้างสรรค์
- กิจกรรมสนุก ทุกคนได้เรียนรู้ในการฉีกกระดาษด้วยวิธีการที่หลากหลาย

* ทุกคนมีความตื่นเต้นกับวิธีการใหม่ๆ เด็กๆ หลายคน หากระดาษแผนเล็กๆ ลงเรื่อยๆ หาวิธีให้ตนเองและเพื่อนๆ รอดผ่านได้.. ถึงวันนี้ ยังคิดเรื่องนี้กันอยู่
ครูมองเห็นความต่อเนื่องของการเรียนรู้คณิตฯ อยู่กับการใคร่ครวญในปัญหาทุกวัน..

แต่ข้อนนี้ ผมให้ทุกคนคิด แต่วันแรกที่เรียน 1 9 1 9 = 10 ทุกคนก็ยังคิดอยู่ มาถามทุกวันๆ.. ลุ้นๆกันครับ ใครจะพบวิธีการ/คำตอบ ก่อนใคร..

วิเคราะห์ | เรียนรู้ | งอกงาม - Week 4 พี่ชาติ ม.1

สิ่งที่สะท้อนว่า พี่ชาติ (ม.1) ได้อะไรบ้างจากกระบวนการเรียนรู้


แก่นเรื่อง : วางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน - สารอาหาคาโบไฮเดรต - ปลูกข้าว
ทักษะที่เกิดขึ้น 
- การทำงานร่วมกัน พี่ชาติได้ร่วมกันวางแผนการทำปฏิทินและเขียนสิ่งที่รู้แล้ว สิ่งที่อยากเรียนรู้กีบเพื่อนๆ ไดุ้บ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มของตนเองที่รับมอบหมาย - การสืบค้นข้อมูล ในสัปดาห์นี้เข้าสู่เนื้อหาการเรียนรู้ตามปฏิทิน เป็นเรื่องราวสารคาโบไฮเดรต พี่ชาติสืบค้นหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแหล่งที่มาของอาหารประเภทนี้ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมนุษย์สร้างขึ้น - การจัดการข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วพี่ชาติกับเพื่อนๆ ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันกับเพื่อนๆ เรียบเรียงข้อมูลเพื่อจะถ่ายทอดความเข้าใจ - การสังเกต / การติดตามผล พี่ชาติได้เรียนรู้เรื่องข้าวได้วย ในชั่วโมง PBL ครูจะให้ไปสังเกตการเปลี่ยนแปลงของข้าว แล้วนำมาบันทึกผลความคืบหน้ามาเล่าให้ครูฟัง - การแก้ปัญหา / ทักษะชีวิต พี่ชาติพบปัญหาจากการปลูกข้าวเมล็ดข้าวมีมากกว่า 4 เมล็ด เพราะตอนที่นำลงในท่อต้องการใส่ให้มากกว่า 4 เมล็ดเพื่อคัดสรรที่ดีที่สุดมาปลูก 4 ต้น

นิทานช่อง "คาร์โบไฮเดรต"

เด็กๆ เรียนรู้วิชาPBL ใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียนรู้เกี่ยวกับการทดสอบใบไม้ที่มีคาร์โบโฮเดรต ระบบย่อยอาหาร การเผาผลาญพลังงาน และการเขียนโครงสร้างโมเลกุล


*ถ่ายทอดความเข้าใจผ่านการสร้างนิทานช่อง เล่าความรู้ที่ตัวเองมีเป็นเรื่องราวต่างๆ นานาๆ

เติมปุ๋ย - เพิ่มน้ำ : การปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2,000 เมล็ด - ในพื้นที่จำกัด

ช่วงนี้เป็นระยะที่ข้าวเริ่มติดทุกคนแล้ว เด็กๆสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับ "วิธีการทำอย่างไรข้าวของพวกเราจึงจะแตกกอให้ได้มากที่สุด"


พูดคุยสะท้อนวิธีการกับเด็กๆ พบว่า..
- ต้นข้าวที่เริ่มแตกกอแล้วเหมาะกับสภาพดินที่มีน้ำปริมาณมาก ท่วมโคนต้นข้าวประมาณ 10 cm
- ต้นข้าวที่ยังไม่แตกกอแต่เริ่มติดแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยบำรุงดินบริเวณโดยรอบต้นข้าว อย่าให้โดนโดนต้นข้าวเยอะ รากข้าวอาจจะเน่าได้
- หากท่อข้าวมีน้ำขังแล้ว ถ้ามีปลาหรือใส้เดือน จะทำให้้ข้าวเจริญเติบโตได้เร็วกว่าดินเปล่าๆ

25 มิ.ย. 2557

บันทึกความคืบหน้า(4-6) การปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2,000 เมล็ด

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเด็กๆ พบปัญหาเกี่ยวกับการปลูกข้าวทดลองในครั้งนี้มากมาย และแต่ละปัญหาเป็นสิ่งที่ท้าทายสู่การเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างมากครับ


AAR กับเด็กๆ ในครั้งนี้
- ข้าวเริ่มติดแล้ว แต่อยู่ๆ ข้าวใบก็เหลือและสุดท้ายรากเกิดอาการเน่า และสุดท้ายข้าวตาย แก้ปัญหาโดยไปปรึกษาเพื่อนแล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม ขอข้าวที่เกินจากท่อเพื่อนๆ นำมาแบ่งปันกัน
- บางคนดินแห้ง มีมด แมลงเข้ามาในท่อทำให้ข้าวบางต้นตาย
- มีเจ้าหอมนิลเข้ามาวิ่งเล่นในท่อ เหยียบต้นข้าวตาย
- ข้าวต้นโตมากแล้วแต่ยังไม่แตกกอ แก้ปัญหาโดยค้นหาข้อมูล สอบถามผู้รู้ เอาวิธีการมาช่วยปรุงดินเพื่อให้ข้าวแตกกอ

* ตอนนี้ข้าวของเด็กๆ ทุกคนงอกติดแล้ว เกินครึ่งห้องข้าวเริ่มแตกกอแล้วเมื่อเวลาผ่านไป 3 สัปดาห์หลังการปลูก

ขอบคุณทุกปัญหา - ให้เด็กๆ ได้คิดค้นค้นวิธีแก้ไขการปลูกข้าวในครั้งนี้ครับ

เด็กหญิง..ตัวเล็กๆ...

     วันนี้ผมสังเกตแต่เช้าแล้วว่าเห็นเด็กๆ นักเรียนคนหนึ่งตั้งใจเรียนมาก ขยัน รับผิดชอบ มีจิตอาสา มีความมุ่งมั่น อดทนดูๆ ก็ต่างจากทุกวันตลอดการเรียนรู้ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา - เขาคือ พี่เดียร์ 


และวันนี้พี่เดียร์รับอาสาเป็น monitor ช่วยคุณครูดูแลเพื่อนๆ ด้วยความตั้งใจ..

ผมมารู้ความลับนั้นตอนบ่ายๆ ช่วงที่ช่วยคุณครูเตรียมโปรเจคเตอร์
ผมถามพี่เดียร์ว่า "วันนี้..ทำไมดูตั้งใจเต็มที่เป็น monitor และไม่กลัวครูหรือเพื่อนๆ ว่าหรือครับ?" 
พี่เดียบอกว่า "หนูตั้งใจมาจากบ้านแล้วค่ะ ว่าจะมาเป็นmonitor ดูแลเพื่อนๆ ช่วยคุณครูค่ะ.."

บางอย่างการกระทำ สือถึงพัฒนาการทางความคิดของเด็กๆ แต่ละคน แตกต่างกัน การที่เด็กคนหนึ่งงอกงามไปในทางที่ดี เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในหน้าที่ที่ได้รับมอบอย่างเต้มที่และบริสุทธิ์ใจ >> มันสื่อถึงการลดตัวตน เพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม อาจจะโดนต่อว่าในบางเรื่อง แต่หากเตรียมใจยอมรับมันมาดีพร้อมแล้ว ก็ย่อยจะได้รัับความสุขๆ จากทุกการกระทำที่เรามุ่งมั่น..

หลายคนแปลกที่จะแสวงหาความสุข
- ฉันต้องการความสุข
- มีความสุขแล้ว ยังตอบโจทย์ชีวิตยังไม่ดีพอ ก็ต้องแสวงหาความสุขที่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ..

การจัดการกับความสุข เป็นศาสตร์เชิงลึกยิ่ง ที่แต่ละคนจะค้นพบศาสตร์นั้นเร็วหรือช้า แตกต่างกันออกไป.
วันนี้เป็นส่วนเล็กๆ ของชีวิตลูกศิษย์คนนี้ ที่มีความตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วด้วยความเต็มที่และบริสุทธ์ใจ ไม่ว่าผลจะออกอย่างไร(ตำหนิจากผู้อื่น) เขาเต้มใจที่จะกล้าเปิดใจเข้าไปเรียนรู้กับความรับผิดชอบนั้นที่มันจะท้าทายเขาในตลอด 1 วัน
เมื่อสิ่งนั้นผ่านมาได้ด้วยความตั้งใจของเราแล้ว ความสุขจากรอบๆ ข้างจะโปรยปรายเข้ามาหาเราอย่างปลื้มปีติสุขยิ่งนัก ชื่นชมทุกๆ ความตั้งใจของศิษย์ทุกๆ คนครับ

16 มิ.ย. 2557

เรื่องเล่าเร้าพลัง 4 - ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ จากFernández

ผมเคยเขียนเรื่องราวของนักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมมาแล้ว 2 คน คือ จอห์น สตีเฟน อัควารี  และ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์
ทุกคนต่างสร้างพลังใด้สร้างไว้ให้คนมากมายทั่วโลกได้จดจำ เป็นแรงขับเคลื่อนของชีวิตอีกมากมาย เมื่อเรื่องราวที่พวกเขาได้รับการกล่าวขาน ทุกคนคนต่างเห็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ๋..ทีเขาได้มอบให้กับมวลมนุษยชาติถึงทุกวันนี้..

.................................................................................................................

การแข่งขันวิ่งข้ามประเทศใน Burlada ซึ่งหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันคือ Iván Fernández Anaya ที่กำลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัยเป็นที่สองโดยตามหลัง Abel Mutai จากเคนยาซึ่งได้รับรางวัลเหรีญเงินจากการแข่งวิ่งมาราธอนที่ London Olympics ในขณะที่การแข่งขันกำลังจะจบลงที่เส้นชัย Abel Mutai ซึ่งวิ่งนำมาก็ลดความเร็วลงใน 10 เมตรสุดท้ายด้วยความเข้าใจผิดว่าเขาได้เข้าเส้นชัยไปแล้ว

Fernández ซึึ่งวิ่งตามมาที่สองสามารถตามผู้นำได้อย่างรวดเร็วแถมพร้อมจะแซงขึ้นไปเป็นที่หนึ่งในช่วงไม่กี่ก้าวก่อนถึงเส้นชัยได้


แต่เขาเลือกจะอยู่เป็นที่สอง พร้อมทั้งพยายามอธิบายให้ Abel Mutai วิ่งต่อไปเพื่อเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

Iván Fernández ในวัย 24 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา

ผมไม่ควรที่จะชนะ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ เขา (Abel) คือผู้ชนะที่ถูกต้องแล้ว เขานำผมชนิดที่ผมไม่มีทางตามเขาทันถ้าเขาไม่เข้าใจผิด เมื่อผมเห็นว่าเขากำลังจะหยุด ก็ผมก็รู้เลยว่าผมต้องไม่แซงเขาขึ้นไป
ต่อให้พวกเขาบอกผมว่าการชนะรายการนี้จะทำให้ผมได้ติดทีมชาติสเปน ผมก็ยังคงทำเหมือนเดิม ผมยังคิดเลยว่าผมได้ชื่อมากกว่าที่ผมชนะเสียอีก ซึ่งนั่นสำคัญมากในทุกวันนี้ที่ทุกวงการ ไม่ว่าจะฟุตบอล การเมือง สังคม ฯลฯ เราพบว่าความซื่อสัตย์มันตกต่ำลงทุกที

บางทีชัยชนะในการแข่งขันก็ไม่ใช่ทุกๆ อย่างเสมอไป เรื่องราวของ Fernández อาจจะทำให้เราได้คิดอยู่เสียหน่อยว่าในโลกทุกวันนี้นั้น เราเต็มไปด้วยการแข่งขันที่เต็มไปด้วยคนที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงชัยชนะ และหลายๆ ครั้งนั้นทำให้คนเราลดทอนค่าของตัวเองเพียงเพื่อให้ได้รับเกียรติยศหรือรางวัลเท่านั้น

อะไรกันแน่คือสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องมี รางวัลและเกียรติยศที่เอาไว้ประดับบนตู้โชว์ หรือว่าการได้นับถือตัวเอง ส่งต่อคุณค่านี้ให้คนรุ่นต่อไปเพื่อสังคมจะได้น่าอยู่มากกว่านี้

14 มิ.ย. 2557

บันทึกความคืบหน้า(3) "การปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2,000 เมล็ด - ในพื้นที่จำกัด"

     ในการบันทึกความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการบำรุงดูแลต้นข้าวที่เริ่มงอกออกมาแล้ว
แต่เมล็ดข้าวของเด็กๆ บางคนยังไม่ทันงอกออกมา อาจจะเป็นเพราะช่วงวัน เวลา ของการปลูกข้าวแตกต่างกัน เด็กๆ บางคนฝังเมล็ดข้าวลงลึกมาก บางคนเพียงวางเมล็ดไว้บนผิวดิน บางคนเพาะเป็นต้นกล้าจากข้างนอกจึงค่อนนำมาปลูกครับ..

*PBL เกี่ยวกับข้าวเกิดขึ้นตลอดการเรียนรู้เรื่องนี้.
เด็กๆ มาโรงเรียนฯ แต่เช้าเพื่อมาดูการเจริญเติบโตวันละนิดๆ เฝ้าสังเกตุการณ์การเปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาเขียนสรุปให้ครูได้อ่านความคืบหน้าของการปลูกข้าวครั้งนี้


AAR กับนักเรียน สัปดาห์นี้..
- เจอปัญหาเรื่องมด มารบกวนแปลงปลูก มากัดเมล็ดพันธู์ในดิน
- เด็กๆ หลายๆ คนไม่กล้าที่จะเติมน้ำลงท่อ เพราะกลัวเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูกจะเน่า โดนน้ำขัง
- พอข้าวงอกออกมาแล้ว เริ่มไม่มั่นใจว่าจะเป็นข้าวสินเหล็ก 100% หรือเปล่า และเด็กๆ หลายๆ คนก็ยังพบเมล็ดพันธุ์ข้าวสินเหล็กใหม่ที่ทางโรงเรียนฯ นำมาให้ช่วยคัดแยก 1 กระสอบป่านใหญ่
- ท่อปูนซีเมนส์ที่ใช้ปลูก แห้งง่ายมากๆ แต่ละวัน เพราะแสงแดดแผดเผาท่อปลูกตลอดทั้งวัน ช่วงเย็นต้องไปรดน้ำบางๆ บริเวณผิวดิน
- นักเรียนเกินครึ่งห้องมีแผน 2 คือ เพาะเมล็ดพันธุ์ปลูกเตรียมไว้รอบๆ บ้าน ม.1 เพื่อที่เด็กๆ จะคัดสรรหาต้นข้าวที่ดีที่สุดมาลงปลูกในครั้งนี้

11 มิ.ย. 2557

กีฬาๆ..จะพาพวกเราลดความอ้วน...

   ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณครูชวนนักเรียนคุยเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ "โรคที่เกิดตามมาจากความอ้วน"
นักเรียนหลายๆ คน เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก นักเรียนหญิงทั้ง 9 คน ก็เกาะกลุ่มกันเล่นวอลเลย์บอลหรือบาสเกตบอล และนักเรียนชายก็ชวนเกาะกลุ่มกันเล่นฟุตบอลหรือเซปัก-ตะกร้อ ทุกเย็นก่อนกลับบ้านประมาณครึ่งชั่วโมง

วันศุกร์ที่ผ่านมาผมเห็นเด็กๆ ม.1 ทุกคนต่างกระตือรือร้น และตั้งใจเล่นกีฬาออกกำลังกาย

* มี 2 กรณีที่ผมอยากเล่าถ่ายทอดเกี่ยวกับ การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหันมาสนใจในด้านกีฬา

1. กรณีแรกคือเด็กๆ ไม่ชอบเล่นกี่ฬาเลย พี่โพร์ท พี่ออดี้
ผมใช้กรณีเพื่อนหมูมากที่เสริมแรงช่วยกัน เล่นกีฬาเป็นทีม ทุกคนต้องได้มีส่วนร่วม ช่วยเหลือกันในทีม

   พี่โพร์ทและพี่ออดี้ ค่อนข้างมีน้ำหนักมาก ถ้าหากควบคุมเรื่องการกินและหมั่นออกกำลังกายทุกๆ วัน ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและจะช่วยให้หุ่นเฟริม..
เพราะเคยมีครั้งหนึ่ง..
พี่ออดี้ : "คุณครูครับ ครูรู้ไหมว่าทำไมผู้หญิงทุกวันนี้พวกเขาจึงโสดกันเยอะ?"
ครู : "ไม่รู้เหมือนกันครับ"
พี่ออดี้ : "ก็ผู้หญิงเขาชอบผู้ชายที่หุ่มเฟริมๆ มีซิกเฟก ผิวขาวๆ..หล่อไงครับ"
ครู : "'งั้น..ก็คงเหมือนครูใช่ไหมครับ"
พี่ออดี้ : "น่าจะไม่ใช่ครับ..เพราะครูผิวดำ"
ครู : ?>%&**^

.....แล้วพี่ออดี้..ก็เดินจากไป......

ก็เลยเป็นเหตุให้พาพี่โพร์ทกับพี่ออดี้มาเล่นกีฬากับเพื่อนๆ ผู้ชายทุกตอนเย็น และผมได้คุยกับผู้ปกครองของเด็กๆ แล้วว่ามีจุดประสงค์อะไรที่พาเล่นกีฬาบ่อยๆ

2. กรณีนี้เป็นกลุ่มเด็กผู้ชายที่อยากเล่นกีฬามากๆ อยู่แล้ว พี่ชาร์ป พี่หลุยส์ พี่ดิว พี่ชาติ พี่โอ๊ต และพี่เหน่ง ทุกคนมีความถนัดทางด้านกีฬาอยู่แล้ว และให้ความสนใจเป็นอย่างดีทุกวัน

     หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลกับพี่เหน่งกับพี่ชาติ เกือบ 5 โมงครึ่ง และพวกเราก็เตะบอลไปคุยกันเรื่องฟุตบอลไป พี่ชาติรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับนักเตะเป็นอย่างดี และพี่เหน่งก็อยากเรียนโรงเรียนกีฬา(คนพิการ) - ผมสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ทั้ง 2 คนนี้โดยยกกรณีตัวอย่างของพี่โป่งเหน่งที่จบจากเราไป ย้ายไปเรียนต่อทางด้านกีฬาอย่างเต็มตัวและสามารถผ่านการคัดเลือดเล่นทีมชาติ อายุไม่เกิน 13 ปี และยังสามารถคัดตัวผ่านโควต้าของบุรีรัมย์ อาคาดิมี่ ได้อีกด้วย ซึ่งเด็กๆ ทั้ง 2 รู้สึกตื่นเต้นและอยากที่เล่นกีฬามากๆ ในแต่ละวันเพื่อฝึก

**เย็นวันนั้นผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับคุณยายพี่เหน่งเรื่องเรียนต่อทางด้านโรงเรียนกีฬา(คนพิการ) อย่างจริงจัง ถากหากเขาสนใจจริงๆ ผมก็จะช่วยส่งเสริมอย่างเต็มที่..คุณยายก็จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการฝึกฝนเขาเช่นกัน

ในสัปดาห์ต่อไปทุกคนจะเตรียมชุด เตรียมรองเท้ามาเล่นกีฬากับครูทุกๆ วันก่อนกลับบ้าน

กีฬา จะช่วยส่งเสริงสุขภาพที่ดีของเด็กๆ - ฝึกความอดทน - ความสามัคคี : การเล่นเป็นทีม >> การเข้าใจตนเอง และ เข้าใจผู้อื่น = น้ำใจนักกีฬา




5 มิ.ย. 2557

จิตศึกษา ม.1 >> : พิธีชา + ชีวิตสัมพันธ์ + อ่านหสือ + โยคะ

พิธีชา
   ทุกๆ สัปดาห์พี่ๆ มัธยมจะมีกิจกรรมพิธีชาอย่างน้อยชั้นละ 1 ครั้ง ให้นักเรียนเรียนรู้การอยู่กับตนเอง ใคร่ครวญ - เป็นผู้บริการผู้อื่น..


เป้าหมายกิจกรรมพิธีชา..
- การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน นอบน้อม เชื่อมโยง การได้ชื่นชมความงาม
- เข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง..

ชีวิตสัมพันธ์
ครูให้โจทย์นักเรียนทุกคนว่า "ในชีวิตประจำวันของเรา เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสิ่งสิ่งใดบ้าง? ที่อยู่แวดล้อมตัวเรา"
- นักเรียนทุกคนรับกระดาษA4 เขียนเชื่อมโยงชีวิตของแต่ละคนเกี่ยวข้อมสัมพันธ์กับสิ่งสิ่งใด

ถอดบทเรียนจากกิจกรรมนี้(AAR)
-ครูจะได้เห็นในมุมมองของเด็กๆ แต่ละคน การเห็นสิ่งรายล้อมของความคิดที่เขาถ่ายทอดออกมา
-ครูก็จะซึมซับความเชื่อมโยงของฐานคิดของลูกศิษย์คนนั้น ก่อนที่จะตัดสินบางอย่างกับเขา เราก็รู้ภูมิหลังของฐานคิดของเด็กๆ
-เด็กได้อิสระในการถ่ายทอดความคิด
-มุมมอง ทัศนคติ ที่เด็กๆ แต่ละคนมองสังคม

*ครูผู้มีวุฒิภาวะจะไม่ตัดสิน ชี้ถูก-ผิดแก่ลูกศิษย์(ด้วยอารมณ์/ความรู้สึก) แต่ครูเพียงจะเป็นผู้ชี้ทางที่ถูก-ผิด ให้เด็กๆ เป็นคนตัดสินใจสู่แต่ละทางที่ตัดสินใจเลือก..

อ่านหนังสือ
ห้องสมุดของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ทุกระดับชั้นจะมีสมุดที่ครูซื้อเตรียมมาไว้ให้แต่ละชั้น และยังมีหนังสือที่เด็กๆอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ ซาบซึ่ง สนใจจะบริจาคให้กับชั้นนั้น เด็กๆ จะเขียนเล่าถึงความประทับใจหนังสือเล่มนี้ ติดไว้ในเล่มใต้หน้าปก เพือ่ให้เพื่อนๆที่ยืมกลับไปอ่านได้เห็นว่าใครมอบให้ อ่านแล้วเกิดความประทับใจอย่างไร


*เด็กๆ จะหาเวลามาอ่านหนังสือในช่วงที่ว่าง ช่วงเช้า - เที่ยง - เย็น ตามความสะดวก
หรือบางชั่วโมงกิจกรรมจิตศึกษา ครูอาจจะยกตัวอย่างหนังสือที่ครูอ่านแล้วชอบมาสร้างแรงให้เด็กๆฟังก่อนจะพานักเรียนอ่านประมาณ 20 นาที..
แล้วใช้คำถามสุ่มนักเรียนสัก 2-5 คน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเรียนวิชาต่างๆ ในช่วงเช้า..

เป้าหมายกิจกรรมจิตศึกษา ม.1
- เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ส่งเสริมการพัฒนาความฉลาดในด้านจิตวิญญาณ ความฉลาดด้านอารมณ์ ให้เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง การน้อมนำสิ่งที่ดีงามเข้าไปสู่จิตใต้สำนึก
- การเตรียมความพร้อมของนักเรียน ให้อยู่ในภาวะคลื่นสมองต่ำ และมีความพร้อมในการเรียน

โยคะ เพื่อสุขภาพ
โยคะ (อังกฤษ: yoga) มิใช่เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง แต่เป็นการฝึกเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เป็นการเตรียมกายใจให้พร้อมเพื่อเสริมสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ 


* ในการฝึกโยคะผู้ฝึกโยคะทุกคนต้องยึดถือและปฏิบัติโดยเคร่งครัดเพื่อให้สามารถปรับความสมดุลภายในร่างกายและจิตใจที่ดี

4 มิ.ย. 2557

สรุปการเรียนรู้รายสัปดาห์1-2 และ3

ในแต่ละสัปดาห์เด็กๆ นักเรียนจะทบทวนกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองเรียนรู้มาในวิชาPBL ผ่านชิ้นงานนี้
นักเรียนจะเขียนถ่านทอดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้

*เด็กๆ พบเจอปัญหาอะไรบ้างระหว่างการเรียนรู้ / ใช้ทักษะต่างๆ ในการแก้ปัญหาแต่ละอย่างอย่างไร / ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นในการเรียนรู้ในสัปดาห์นี้มีความรู้อะไรบ้าง / ความรู้สึก / สิ่งที่จะนำไปปรับใช้..

- คุณครูผู้สอนก็สามารถ เห็นความเข้าใจของลูกศิษย์แต่ละคนผ่านงานเขียน / สื่อออกมาเป็นภาพ / Mind mapping / การ์ตูนช่อง.. ฯลฯ

สรุปการเรียนรู้รายสัปดาห์ที่ 3
   นักเรียนทุกคนต่างมีอิสระในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวิชาProblem-based learning (PBL)
ในสัปดาห์นี้ผมเลือกบางตัวอย่างของชิ้นงานที่ถ่ายทอดผ่านหลากหลายรูปแบบงานเขียน ผ่านเครื่องมือคิดต่างๆ

*หัวข้อสัปดาห์นี้ - วางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน

3 มิ.ย. 2557

monitor

    ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ทุกระดับชั้นจะไม่มีการคัดเลือกหัวหน้าชั้น(ถาวร) แต่ละระดับเด็กๆ นักเรียนจะเวียนกันเป็นหัวหน้าชั้น หรือ monitor ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครู ดูแลงานหลายๆ ด้านของชั้นเรียนในวันนั้น เช่น เพื่อนๆ ทำความสะอาดกันหรือยัง, ส่งการบ้านครบหรือเปล่า, ช่วยคุณครูติดสื่อสาร หรืองานตามอาสาในวันนั้น

สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยม เราจะให้นักเรียนรับผิดชอบเหมือนเด็กโต 

ใครอยากเป็นให้ยกมืออาสา - กล้าพร้อมที่จะได้รับคำตำหนิจากครูและเพื่อนๆ และต้องมั่นใจที่จะทำหน้าอย่างเต็มที่ในวันนี้ และตลอดวันที่ต่อๆ ไป

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมเห็นความงอกงามของนักเรียนคนหนึ่ง คือ พี่อุ้มจุ้ย

วันนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ชั่วโมงจิตศึกษา
ครูถามนักเรียนว่า "เชิญMonitor ครับ"
นักเรียน วันนั้นพี่อุ้ม "นักเรียน..เตรียมค่ะ" - เพื่อนๆ ยกมือขึ้นไหว้ทักทายครู

*วันนั้นพี่อุ้มก็ทำหน้าที่ของMonitor แต่ตามที่ผมมองดูแล้ว ยังไม่เต็ม100% ตามความสามารถ ยังมีการคุยกับเพื่อนๆ ระหว่างครูสอน ระหว่างครูให้รวมเพื่อนๆ พี่อุ้มก็ยังไม่รู้ตัว

ก่อนทานข้าวเที่ยงวันนั้น เด็กๆ ม.1 ทุกคน เราตั้งวงคุยกันถึงหน้าที่ดังกล่าวอีกครั้ง โดยทบทวนคำถามที่เราเคยตรงลงร่วมกันมาตั้งแต่สัปดาห์แรกมาแล้ว

ครู : "วันนี้นใครเป็นMonitorครับ"
พี่อุ้ม : "ซวยแล้วว!.."
ครู : "ทำไมพี่อุ้มคิดว่าเป็นMonitorแล้วมันซวยล่ะครับ ถ้าหากเป็นMonitorแล้วมันทำให้ซวยก็ไม่ต้องอาสาก็ได้นะ และพี่ๆ ม.1 ไม่ต้องมีMonitorก็ไม่เป็นไรครับ / ครูก็ทำหน้าที่สอน เราก็ทำหน้าที่เรียน สบายดีนะครูคิดว่า"

พี่อุ้ม - หลบสายตามก้มหน้าเหมือนจะไม่พอใจครู และเหมือยจะร้องไห้..

ครู : "ถ้าหากสิ่งที่เราทุกคนคุยกับครูแล้วว่า การจะทำหน้าที่Monitorในแต่วันเราจะกล้ายอมรับคำตำหนิติเตือนจากผู้อื่น ช่วยครูอย่างที่คุยกันไว้แต่เริ่มต้น แล้ววันนี้ล่ะ Monitorยังไม่สามารถดูแลตนเองได้เต็มที่เลยครับ แล้วครูจะให้มีMonitorเพื่ออะไร / ครูรู้วาพูดแรง และหากเรารับสิ่งที่ตำหนิวันนี้ไม่ได้ก็ลำบากที่จะเจอเรื่องที่ยากกว่านี้ในอนาคต สังคนข้างนองอีก 5 ปี 10 ปี จะเป็นอย่างไรใครจะรู้"
พี่อุ้ม - นั่งตัวตรง ตั้งใจคำพูดของของครูอย่างใคร่ครวญ

และหลังจากนั้น ผมก็เชิญเต็กๆ ทุกคนไปทานข้าวเที่ยง โดยเด็กๆ ทุกคนยังงุนงงกับความรู้สึกของครูอยู่.. (ผมตั้งใจอยากทดสอบอารมณ์บางอย่างของลูกศิษย์อยู่)

**หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จเวลาประมาณ 12.35 น. เด็กๆ ม.1 มารอที่ใต้ถุนอาคารเรียน ผมมาถึงเจอสายตาเด็กๆ มองมาที่ครูว่าจะเกิดอะไรขึ้น / ครูจะรู้สึกอย่างไรกับพวกเขา.. ผมเดินขึ้นไปชั้น 2 ที่โต๊ะทำงาน.. ว่าจะไปแปรงฟัน

มีเด็กๆ ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งประมาณ 3-5 คน โดยมีพี่อุ้มเดินขึ้นมาที่ชั้น 2 เดินเข้ามาหาผมแล้วยกมือไหว้ "ครูป้อมค่ะ หนูขอโทษนะคะ.."
ครู : "ครูไม่ได้โกรษพวกเรา แต่เพียงอยากให้เราหน้านั้นให้เต็มที่นะครับ" (ลูบหัวเบาๆ)

บางเหตุการณ์เป็นเรื่องราวที่ท้าทายครูมากนะ ถ้าหากเป็นเด็กโตระดับมัธยมต้นเรื่องความรู้สึกสำคัญมากๆ
แต่สิ่งที่เด็กๆ สะท้อนให้ครูเห็นผ่านการทดสอบนี้ได้ ครูก็ต่างมองเห็นความงอกงามในตัวเด็กๆ ของลูกศิษย์คนนั้นอีกมุมหนึ่ง..

ผมนำเรื่องราวนี้ไปแชร์กับครูด้วยกัน..ครูทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าของพี่อุ้มที่เข้ามาพูดคุยกับครู ลดตัวตน-มองเห็นหน้าที่มากขึ้น..

ความงอกงามของลูกศิษย์ - คือ - ความสุขของครู..




บันทึกความคืบหน้า (1-2) การปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2,000 เมล็ด ในพื้นที่จำกัด

     บันทึกงาน(1)
เด็กๆ ม.1 ทุกคนจะบันทึกความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการปลูกข้าวของแต่ละคน พบปัญหาอะไร / แก้ปัญหาอย่างไร / ค้นพบวิธีการใหม่ๆ อะไรบ้างระหว่างทดลองทำ ฯลฯ
ส่ิงที่เด็กๆ บันทึก จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้ง 17 คน 17 สูตรการทดลอง
- การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวสินเหล็กจากแปลงนา
- เตรียมท่อปลูกข้าว
- การตากข้าว
- การนำเมล็ดข้าวไปทดลองเองดูก่อน
- กระบวนการทดสอบกรด-เบส
- การปรุงดินก่อนปลูก
- สูตรปุ๋ยที่จะใช้ปลูก
ฯลฯ

ทุกๆ กิจกรรมของเด็กๆ ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปลูกข้าวของแต่ละคน - แต่ละท่อปลูก : เด็กๆ จะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาเขียนไว้ในสมุดเล่นนี้
*พบเจอปัญหาอะไร / แก้ปัญหานั้นอย่างไร / ข้อมูลอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการทดลองในครั้งนี้ / ความรู้สึกแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทำกิจกรรม / ภาพวาดสื่อความหมาย ฯลฯ

การเรียนรู้PBL เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกวัน -
เด็กๆ วางแผนงาน แลกเปลี่ยนความรู้ที่ตนเองได้มา แบ่งปันสิ่งที่แต่ละคนนำมาผสมดิน เพื่อเป็นสารอาหาร

ทุกเรื่องราวเป็น 1 ชิ้นงานวิจัยเรื่องข้าวของเด็กๆ ทุกคน
   เป็นหลักฐานในการเรียนรู้ ผ่านปัญหา - ลงมือทำจริง : แก้ปัญหาจริงจากสถานการณ์การเรียนรู้

31 พ.ค. 2557

ความเห็นอกเห็นใจ - Empathy

 ช่วงการเรียนรู้ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเด็กๆ นักเรียนหญิง ม.1 ทั้ง 9 คน และนักเรียนชาย 8 คน
ครูมองเห็นพัฒนาการในด้านการเรียนรู้หลายด้านมาก เช่น
- การรู้หน้าที่ ความรับผิดชอบ
- การมีสมาธิในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น
- ความมุ่งมั่นจดจ่อกับภาระงานที่ได้รับมอบหมาย
ฯลฯ


การเรียนรู้งานที่มอบหมาย เด็กๆ ทุกคนชอบลุยงานมากๆ

การขนดิน - การมีน้ำใจช่วยเหลือกันและกัน วันนั้นผมพานักเรียนผู้ชายไปขนดินจากหลังโรงเรียนฯ ซึ่งเป็นระยะทางค่อนข้างไกล และรถไสที่ขนดินก็มีสภาพชำรุด เด็กๆ ผู้ชายทั้ง 8 คน ช่วยกันขนดินช่วงเวลาก่อนเที่ยง แดดแรงมากๆ เด็กนักเรียนและคุณครูช่วยกันขนผ่านไป 3 รอบ ก็เลยนั่งพักและพูดคุยกันถึงเรื่องดินที่พวเราขนมาในรถไส จากที่พวกเราคาดคะเนดูนี้ น่าจะได้ประมาณ 1 รถไส ต่อดิน 1 ท่อ ผมก็เลยนั่งฟังอยู่ด้วยเด็กๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็เลยพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "โอ้โห่..เราเพิ่งขนดินมาได้เพียง 3 รอบเอง เหลืออีกประมาณ 16-17 รอบเลยใช่ไหมครับครู.." 
  
* ซึ่งมันเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กๆ นั่งพูดคุยกันแต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจผู้อื่น มองเห็นเพื่อนๆ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเรื่องราวที่สอนตัวตนของแต่ละคนได้ยากมากๆ มันขึ้นอยู่กับจังหวะและเหตุการณ์ที่ผ่านห้วงชีวิตคนนั้น ที่จะสอนตัวเขาเองหรือครูเป็นเพียงผู้สร้างแบบอย่างให้เขาได้เรียนรู้

การปรุงท่อ ผสมดิน - ช่วงที่เด็กๆ นักเรียนผู้ชายไปขนดินหลังโรงเรียนฯ กับคุณครู เพื่อนๆ นักเรียนผู้หญิงก็ทำงานเตรียมท่อ / หาข้อมูลเกี่ยวกับการปรุงท่อให้อยู่ในสภาวะในการพร้อมที่จะลงเมล็ดข้าวปลูก นักเรีนยผู้หญิงก็แบ่งหน้าที่กันและกัน ช่วยดูแลท่อของเพื่อนๆ ผู้ชาย ดูแลการเติมน้ำเพื่อให้ท่อปูนอิ่มน้ำ หาเศษพืช ฟาง ผลไม้รสเปรี้ยวมาเติมลง และหาปุ๋ยจากคอบของปัญญา-เรณู มาเตรียมไว้ให้เพื่อนผู้ชายเตรียมปรุงตามสูตรของแต่ละคน


ยังมีอีกหลายเหตุการณืที่ผมมองเห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ - Empathy

การที่เห็นนักเรียนงอกงามในแตละวัน คือ แรงใจขับเคลื่อนการทำงานของครู..

27 พ.ค. 2557

สัมพันธภาพ : ครู l ผู้ปกครองพี่ๆ ม.1

สรุปกิจกรรมวันปฐมนิเทศผู้ปกครอง
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2557

ช่วงเช้า : กิจกรรมของทางสมาคมฯ
ช่วงบ่าย : กิจกรรมสร้างสัมพันธภาพระหว่างครูและผู้ปกครองชั้น ม.1 ที่ ที่ใต้ถุนอาคารเรียน ม.1 ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดกิจกรรมต่างๆได้ดังนี้
- ผ่อนคลายร่างกาย
- แนะนำตัว
- โยคะ หลับตา ฟังเสียง
- เป็ดชิงรัง
- เกม รวมเงิน เพื่อเป็นกิจกรรมแบ่งกลุ่ม
- แบ่งกลุ่มเขียนกิจกรรม : ทำเอง – ทำร่วม –ขอความร่วมมือ
- แสดงละครจากบัตรคำ
- แสดงละคร
- สรุปการเรียนรู้ ตลอดกิจกรรรม


สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ร่วมกันระหว่างครู : ผู้ปกครอง
- ผู้ปกครองและคุณครูมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เปิดใจ ร่วมเรียนรู้ เกิดความเข้าใจกันและมองเห็นเป้าหมายในการพัฒนาลูกๆ เกิดความอิ่มเอมและผ่อนคลาย
- เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การสื่อสารพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังกันมากขึ้น
- ได้เรียนรู้กิจกรรมต่างๆเหมือนที่ลูกๆ ได้ทำที่โรงเรียน เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเกิดความสนุกสนาน มองเห็นถึงความสุขที่ลูกๆ จะได้รับจากกิจกรรมต่างๆ เช่นกัน
- อยากให้มีกิจกรรมร่วมสัมพันธ์เช่นนี้บ่อยๆ รู้สึกสนุกสนาน ผู้ปกครองทุกคนได้พูดคุยกัน ได้ร่วมมือกันทำตามเป้าหมายจนสำเร็จ

สิ่งที่แจ้งเพิ่มเติม..
- ผู้ปกครองชั้น ม.1 จะมีสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ทุกคน เขียนเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกๆ เพื่อนำมาพูดคุยกับครูประจำชั้น ถึงสิ่งที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกๆ
- ผู้ปกครองทุกคน จะเข้ามาพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกๆ กับครูประจำชั้นทุกเดือนๆละ 2 ครั้ง
( ทุกวันอังคาร)
- ผู้ปกครองทุกคน ร่วมกันบริจาคเงินคนละ 500 บาท เพื่อตั้งเป็นบัญชีกองทุนเงินฝากของชั้น ม.1 เพื่อใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ

26 พ.ค. 2557

เด็กชายแขนขวา

 พี่เหน่งเป็นนักเรียนที่มีแขนเพียงข้างเดียว เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุช่วงเรียนระดับประถมฯ
ขับรถมอเตอร์ไซต์กับตา

ตอนเรียนระดับประถม เป็นนักเรียนที่กล้าแสดงออก มีความสามารถในการร้องเพลง
Happy http://www.youtube.com/watch?v=CMU0xZILYcY

การมีน้ำใจ - การเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านที่งอกงาม

หลายเรื่องที่คุณครูคุยกันถึงเรื่อง ความมีจิตอาสาของพี่เหน่งที่ทำหน้าที่ของตนเองเสร็จ แล้วยังมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนๆ บ่อยครั้ง


เพื่อนๆ และคุณครูไม่เคยมองว่าพี่เหน่งจะทำเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องนั้นไม่ได้เลยสักเรื่อง ทุกคนล้วนมีคุณค่า..

และหลายๆ เรื่องที่พี่เหน่องทำเป็นชิ้นงานสำเร็จออกมาแล้ว คนที่มีอวัยวะครบ 32 ยังไม่สามารถทำได้เลยครับ

ช่วงที่เรียนวิชาPBL เกี่ยวกับการปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2000 เมล็ด ในครั้งนี้..
เด็กๆ ทุกคนมีท่อที่ใช้ปลูกข้าวของทุกคน การขนดินขุดดินมาเติมในท่อนั้น ค่อนข้างจะลำบากมากๆ
แต่พี่เหน่งทำด้วยตนเองทุกกิจกรรม ขนดิน ผสมปุ๋ยเอง อาสาไปเอาเศษหญ้า ช่วยเติมน้ำในท่อ ฟาง มาแบ่งปันเพื่อนๆ และครู

ช่วงเวลาตลอด 2 สัปดาห์..สิ่งที่สะท้อนให้เห็น


      เวลาที่เพื่อนๆ ผู้ชายไปขนดิน พี่เหน่งมีความอดทนมุ่งมั่นเต็มที่กับกิจกรรมที่ครูพาไปทำ เช่น การขนดิน เขนรถไส เทดิน ชึ่งมีระยะทางประมาณ 200-500 เมตร ที่ต้องเขนรถไสไปเอาดินมาลงท่อ แสงแดดก็ร้อนมากๆ และพี่เหน่งกับเพื่อนๆ ผู้ชายกลับมากันเหนื่อยๆ ก็ยังช่วยอาสาผสมดินให้เพื่อนๆ กับครู เช่นทุกๆ ครั้ง นักเรียนผู้หญิงทั้ง 9 คนก็ช่วยกันหาข้อมูลมาแบ่งปันผู้ชาย เตรีบมท่อให้ ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบของบริเวณปลูกรอกัน

ระหว่างทางการเรียนรู้ PBL ทุกๆ ชั่วโมง...
"ผมเห็นการทำงานของลูกศิษย์ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำภาระงานที่ได้รับมาอย่างเต็มที่สุดความสามารถของแต่ละคน โดยที่ไม่ย่อท้อ และกล้าที่จะเผชิญกับปัญหานั้นๆ ที่พบระหว่างการเรียนรู้ .. ซึ่งจะนำมาสู่ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนทุกคน แต่ละคนปัญไม่มีซ่ำกันเลย เพราะปลูกคนละท่อ คนละสูตร.. >>มันสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนา ความงอกงามในของของเขาเหล่านั้น "
พี่เหน่งยังมีความสามารถในการเล่นกีฬา อยู่ในระดับดีมาก ชอบเล่น ฟุตบอล

ทุกๆ สิ่งสะท้อนถึงความงอกงามของลูกศิษย์ คือ กำลังใจที่มอบให้ครู..

เพื่อนๆ ช่วยพี่่ออดี้

นักเรียนคนหนึงพึ่งย้ายเข้ามาอยู่กับเพื่อนๆ รุ่นนี้ได้เพียง 1 ปีกว่าๆ คื่อ พี่ออดี้..

การปลูกข้าวในครั้งนี้เด็กๆ ทุกคนทั้ง 17 คน มีนักเรียน 16 คน เคยทำนามาก่อนหมดแล้ว และมีนักเรียน 1 คน ซึ่งไม่เคยทำนามาก่อน ไม่เคยจับจอบ ขนดิน ลุยโคลน ขนดิน ตักขี้ความ ตักขี้ไก่ หอบฟาง เขนรถไส ..

เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างชั่วโมงการเรียนการสอน เกี่ยวกับการปลูกข้าว 4 เมล็ด ให้ได้ 2000 เมล็ด

การเรียนรู้ระหว่างทาง มันเกิดความปลื้มปีติหลายๆ ครั้ง ที่เห็นนักเรียนมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เพื่อนผู้ชาย เพื่อนๆ ผู้หญิง ยื่นมือเข้ามาช่วยพี่ออดี้ โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ
โดยการปลูกข้าวในครั้งนี้ครูก็พยายามใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ ความคืบหน้าในการทดลองปลูกข้าวในครั้งโดยตลอด รวมถึงพี่ออดี้

วันนี้ตอนเช้า คุณครูได้พูดคุยกับนักเรียนในชั่วโมงจิตศึกษา เกี่ยวมุมมองของนักเรียนแต่ละคนที่มองเห็นกันและกันในแต่ละด้าน

ครูใช้คำถามสุ่มนักเรียนแต่ละคนทั้งหญิงชาย รวมถึงมุมมองที่เพื่อนๆ เห็นพี่ออดี้
ก่อนหน้าจะให้เพื่อนๆ สะท้อนความคิดเห็นมุมมองต่างๆ ของพี่ออดี้

ครูถามพี่ออดี้ว่า "พี่ออดี้คิดว่า ทำไมเพื่อนๆ ถึงเข้ามาช่วยงานเกี่ยวกับการปลูกข้าวในครั้งนี้"
พี่ออดี้ "ผมก็ไม่รู้ครับ / ยัง..คิดไม่ออกครับ"
ครู "เชิญเพื่อนๆ สะท้อน.."


เพื่อนๆ สะท้อนถึง...
- พี่ออดี้เป็นคนมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เช่น ไดโนเสาร์ อวกาศ หรือสงคราม เราทุกคนก็ได้ความรู้จากคำตอบของพี่ออดี้หลายๆ ครั้งค่ะ
- พี่ออดี้เป็นคนมีน้ำใจ เคยนำหนังสือมาให้ยืมอ่านตอยู่อยู่ ป.6 ค่ะ
- อยู่ใกล้แล้วสนุกดีครับ ออดี้เล่าเรื่องเกมส์ให้ฟัง
- เพราะพี่ออดี้อาจจะยังไม่เคยทำงานนี้มาก่อน เราเคยทำมา ทำเสร็จเร็วก็เลยช่วยเพื่อนที่เขาทำได้ช้าค่ะ/ครับ

ครูก็เลยอ๋อ... ถึงภูมิหลังที่เพื่อนๆ เข้ามาช่วยเพื่อนในการทำงานครั้งนี้..

เห็นการทำงานร่วมกัน ความสามัคคีเกิดขึ้น เด็กๆ ทุกคนไม่ย่อท้อเมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรค/ปัญหา



23 พ.ค. 2557

เตรียมท่อ - ปรุงท่อซีเมนส์ให้เป็นมีฤทธิ์เป็นกรด


นักเรียนจะปลูกข้าวในพื้นที่จำกัด ทุกคนจะมีพื้นที่เพียงคนละ 1 ท่อเท่านั้น

พื้นที่เพียงจำกัดเด็กๆ จะสามารถควบคุมปริมาณของธินาตุิาหารในดินได้ ควบคุมปริมาณของน้ำ

เตรียมท่อ - เตรียมการปลูกข้าวสินเหล็ก
*ข้าว 1 เมล็ด เมื่องอกเป็นต้นข้าว สามารถแตกออกมาได้มากมายอาจมากถึงหลายร้อยต้นในกอเดียว แต่โดยทั่วไป อาจแตกออกมาได้ 60 ต้นทั้ง 60 ต้นอาจมี 50 ที่สมบูรณ์ออกรวง
รวงข้าวขนาดกลางๆทั่วไป แต่ละรวงให้เมล็ดข้าว 250-300 เมล็ด คัดเอาเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์พร้อมจะงอกได้ดีไม่ถูกมอดแมลงเจาะกิน อาจได้ 200 เมล็ดต่อรวงฉะนั้น จากข้าวเมล็ดเดียวเมื่อนำมาเพาะปลูกไว้เพียงรอบการผลิตเดียวได้กลายเป็นข้าว 10,000 เมล็ด
ข้าว 10,000 เมล็ดที่ได้นี้ เมื่อนำมาปลูกในรุ่นต่อไป ชาวนาที่พากเพียรนั้นจะค่อยๆแยกปลูกทีละเมล็ด ทีละเมล็ด จนครบหมื่น ก็จะให้ผลผลิตข้าวในรอบการผลิตต่อมาเป็นหนึ่งร้อยล้านเมล็ด

เนื่องจากเด็กๆ พบว่าท่อปูนซีเมนส์ที่จะนำมาปลูกข้าวมีฤทธิ์เป็นเบสอ่อนๆ โดยเด็กๆ ทดสอบโดยกระดาษแช่น้ำดอกอัญชัน
เด็ก ม.1 เก็บดอกอัญชันมาต้มแล้วจุ่มกระดาษเนื้อแข็ง : แทนกระดาษลิตมัส ทดสอบกรด-เบส ในท่อเตรียมปลูกข้าว 4 เมล็ด

21 พ.ค. 2557

เรื่องเล่าเร้าพลัง 3 - ขอยืมเงินแม่

เรื่องนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมเคยนำไปเล่าให้เด็กๆ ฟังก่อนกลับบ้านกับชั่วโมงจิตศึกษา เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแห่งพลังความรักที่มาจากครอบครัว
บางครั้งครูอาจจะเดาไม่ได้หรอกว่าเรื่องใดที่ครูเราเล่าสู่เด็กๆ นักเรียนฟัง มันจะส่งผลกระทบกับความรู้ของของเด็กๆ

.............................................................................................

ลูกชาย : แม่ครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ?
แม่ :.. ได้สิ .. ลูกจะถามอะไร ?
ลูกชาย : แม่ครับ ใน 1 ชั่วโมงแม่หาเงินได้เท่าไหร่เหรอ ครับ?
แม่ : มันไม่ใช่ธุระอะไรของลูก ทำไมถึงถามอะไรแบบนี้ ?
ลูกชาย : ผมแค่อยากรู้ ได้โปรดบอกผมเถอะครับ
แม่ : ถ้าลูกต้องรู้ให้ได้ แม่ก็จะบอกให้ฟัง
ใน 1 ชั่วโมงแม่หาเงินได้ 100 บาท
ลูกชาย : โห !!! (ทำหน้าเศร้าพร้อมกับก้มหน้าลง)
ลูกชาย : แม่ครับ ผมขอยืมเงินแม่ 50 บาทได้ไหมครับ?


แม่ของเขาโมโหอย่างมาก !!
แม่ : ถ้าด้วยเหตุผลที่ลูกถาม
เพียงเพราะอยากจะขอยืมเงินแม่
เพื่อไปซื้อของเล่นห่วย ๆ หรือ สิ่งของไร้สาระพวกนั้น
ลูกควรจะนำตัวเองตรงกลับไปที่ห้อง และ เข้านอน
พร้อมกับคิดว่าทำไมถึงเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้
แม่ทำงานหนักทุกวัน เพื่อเลี้ยงลูกที่มีนิสัยอย่างนี้เหรอ

เด็กชายตัวน้อย เงียบลง
และค่อยๆเดินขึ้นไปที่ห้องของเขาและปิดประตูลง
แม่ นั่งลงด้วยความโมโห นึกย้อนคิดถึงคำถามของลูกชาย
เขากล้าถามกับเราอย่างนั้นได้อย่างไร
เพียงเพื่อแลกกับเงินบางส่วน

ผ่านไป 1 ชั่วโมง..อารมณ์ของแม่เริ่มสงบลง และเริ่มคิดได้ว่า
บางทีอาจจะมีบางสิ่งที่มีราคา 50 บาท ซึ่งลูกอยากได้จริงๆ
และความจริงแล้ว เขาก็ไม่เคยถาม หรือ ขอเงินเรามาก่อนเลย
ดังนั้นเอง แม่ จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปหาลูกน้อยที่ห้องนอน

แม่ : ยังไม่นอนอีกเหรอลูก ?
ลูก : ไม่ครับแม่ ผมยังไม่นอน
แม่ : แม่ มาคิดดูแล้ว บางทีแม่คงทำงานจนเหนื่อยเกินไป
ถึงได้พูดกับลูกแรงขนาดนั้น
นี่เงิน 50 บาทที่ลูกขอยืมแม่ เอาไปสิ

หนุ่มน้อยฉีกยิ้มด้วยความดีใจ พร้อมกับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเอง เด็กน้อยก็รีบดึงแบงค์ยับๆจำนวนหนึ่ง
และ เศษเหรียญ ออกมาจากใต้หมอนของเขา
เขาบรรจงนับมันอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองแม่
ในขณะเดียวกันกับที่แม่เริ่มจะโมโหขึ้นอีกรอบ
เพราะเห็นลูกชายซ่อนเงินจำนวนหนึ่งไว้ใต้หมอน

แม่: ลูกจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้ไปทำอะไร
ในเมื่อลูกก็มีมันอยู่มากแล้ว (แม่ถามด้วยอารมณ์เริ่มโกรธ)

ลูกชาย : เพราะผมมีไม่พอครับแม่ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
แม่ครับ นี่เงิน 100 บาท ผมขอซื้อเวลาทำงานแม่ 1 ชั่วโมง
พรุ่งนี้ตอนเย็น แม่ช่วยกลับบ้านมาหาผมเร็วๆนะครับ
"ผมเพียงแค่อยากจะกินข้าวเย็นกับแม่ครับ"