29 ก.ค. 2558

แคตเธอรีน : Nothing but net “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

ไม่กี่วันมานี่ผมเล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้เด็กๆ ฟังเกี่ยวกับสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่จากเด็กหญิงตัวเล็กๆ ชื่อว่า "Katherine Commale "
_เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ผมไปเจอในFacebook ที่มีความแชร์เรื่องราวของเขาไปมากมาย และเรื่องราวนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีก่อน ตอนนี้เธออายุ 13 เท่ากับเด็กๆ ม.1 ที่ผมกำลังฟังเรื่องที่ท่านอ่านอยู่นี้..

Katherine Commale อายุแค่ 5 ขวบ ดูสารคดีของทวีปแอฟริกา บอกว่า เฉลี่ย 30 วินาที ก็จะมีเด็กคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย เธอขดตัวอยู่บนโซฟา แล้วก็เริ่มนับนิ้ว 1-2-3-4..... ตอนเธอนับถึง 30 ก็สีหน้าตกใจ ตะโกนบอกแม่ว่า

“แม่ ๆ เด็กแอฟริกาตายไปแล้ว 1 คน เราต้องทำอะไรสักอย่าง”


แม่เธอก็เข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วบอกแคตเธอรีนว่า

“มาลาเรียเป็นโรคที่น่ากลัว เด็ก ๆ เมื่อเป็นโรคนี้ มักจะเสียชีวิต”

“แล้วทำไมถึงเป็นมาลาเรีย ?”

“มาลาเรียติดต่อโดยยุง แอฟริกามียุงเยอะมาก”

“แล้วทำไงดี ?”

“ตอนนี้มีมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง เมื่อมีสิ่งนี้ ก็จะป้องกันคนไม่โดนยุงกัด”

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช่มุ้งแบบนี้ละ ?”

“มุ้งนี้แพงเกินไปสำหรับพวกเขา ๆ ไม่มีปัญญาซื้อ”
“ไม่ได้ เราต้องทำอะไรแล้ว”

ผ่านไปหลายวัน แม่ได้รับโทรศัพท์จากครูที่ รร อนุบาล บอกว่า แคตเธอรีนไม่ได้จ่ายค่าขนม

แม่ถามแคตเธอรีน เงินไปไหน

“ถ้าหนูอยู่ รร ไม่กินขนม ปกติไม่กินจุกจิก ไม่ซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ อย่างนี้พอจะซื้อมุ้งได้ไม๊คะ ?”

แม่พาแคตเธอรีนไปห้าง ใช้เงิน 10 เหรียญ ซื้อมุ้งใหญ่ ๆ อันหนึ่ง พอเด็ก 4 คน แล้วก็โทรหาองค์กรการกุศลที่ทำงานในแอฟริกา ว่าจะส่งมุ้งไปได้ยังไง และก็บังเอิญเจอหน่วยงานนึ่งที่ชื่อ Nothing but net “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

หน่วยงานนี้ จะส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ แคตเธอรีนจึงจัดการส่งมุ้งไปให้หน่วยงานนี้ด้วยมือของตัวเอง

ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจากหน่วยงานนี้ ใน จม. บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อย
ที่สุด และบอกอีกว่า ถ้าบริจาคครบ 10 อัน จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ

แคตเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย ๆ ได้เงินจะได้เอาไปบริจาค แต่ขายไม่ดีเลย เธอคิดว่า “ตอนหนูบริจาคมุ้ง เขายังให้ใบประกาศเกียรติคุณ งั้นคนอื่นซื้อของหนู ให้เงินหนู งั้นเขาก็ต้องได้รับเหมือนกันเน๊าะ”

แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำ ใบประกาศเกียรติคุณ แม่ช่วยเธอซื้อวัสดุ พ่อช่วยจัดห้อง น้องชายช่วยวาดรูปหัวใจแห่งรัก ใบประกาศเกียรติคุณทุกใบมีลายมือที่เขียนโดยตัวเธอเองว่า “ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 อัน ส่งไปแอฟริกา” แน่นอน มีลายเซ็นต์เธอด้วย
แค่บริจาค 10 เหรียญ ซื้อมุ้ง 1 อัน ก็จะได้ใบประกาศเกียรติคุณ
เพื่อนบ้านเห็นใบประกาศเกียรติคุณของเธอ รู้สึกว่าไร้เดียงสาอย่างน่ารักมากและก็ซาบซึ้ง แค่ไม่นาน ใบประกาศเกียรติคุณก็ถูกแจกออกไป 10 ใบ
เธอก็ส่งเงินไปที่หน่วยงาน “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” หน่วยงานก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณและตั้งเธอเป็น “ทูตแห่งมุ้ง”

คนที่หน่วยงานบอกแคตเธอรีนว่า มุ้งที่เธอบริจาคถูกส่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งในประเทศกาน่า ในหมู่บ้านมี 550 คน
“โอ่ พระเจ้า แล้ว 10 อันพอใช้ที่ไหน”

เพื่อนบ้านนอกจากซื้อมุ้งจากแคตเธอรีนยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณ กลายเป็นทีมงานแคตเธอรีน
บาทหลวงในชุมชนก็เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ พูดแค่ 3 นาที ก็ได้เงินบริจาคมา 800 เหรียญ ทำให้เธอมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ตอนเธออายุครบ 6 ขอบ ได้รับเงินบริจาคแล้ว 6316 เหรียญ

“ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เอาเรื่องของเธอลงในเวป วันหนึ่งเธอเห็นเบคแฮ่มปรากฎตัวทาง TV ช่วยทำประชาสัมพันธ์การกุศลให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เธอรีบเขียนจดหมายขอบคุณไปให้เขา และแน่นอน เธอได้ส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้เขาด้วย 1 ใบ จากนั้นเบคแฮ่มเอาใบประกาศเกียรติคุณนี้ขึ้นเวปส่วนตัว เรื่องจึงแพร่กระจายออกไปอีก

2007-6-8.... เธอได้รับจดหมายจากหมู่บ้านที่รับมุ้ง เด็กในหมู่บ้านเขียนว่า

“ขอบคุณมุ้งของเธอ เราเห็นรูปเธอ เรารู้สึกว่าเธอสวยมาก”

แคตเธอรีนดีใจมาก ทำให้มีกำลังใจเพิ่มอีก เธอและทีมงานลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณ 100 ใบ ส่งให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในนิตยาสาร ฟร๊อบ

ในนั้นมีอยู่ใบนึงเขียนว่า “คุณบิลเกตที่เคารพ ไม่มีมุ้ง เด็กแอฟริกาจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณ....”

2007-11-5..... มูลนิธิบิลเกตประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านเหรีญให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

บิลเกตบอกว่า “ผมได้รับใบประกาศเกียรติคุณพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า เงินที่ซื้อมุ้งให้เด็กแอฟริกาอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เอาเงินออกมา ไม่ได้แน่”

ปี 2008..... มูลนิธิบิลเกตออกเงินถ่ายทำสารคดี “เด็กช่วยเด็ก” แคตเธอรีนจึงได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกา ตอนเธอเห็นพวกเด็ก ๆ เขียนชื่อเธอไว้บนมุ้ง พวกเขาเรียกมุ้งช่วยชีวิตนี้ว่า "มุ้งแคตเธอรีน"

หมู่บ้านนี้ เดี๋ยวนี้ชื่อว่า "หมู่บ้านแคตเธอรีน"
หนูน้อยแคตเธอรีนอายุ 7 ขวบ ได้ช่วยชีวิตเด็กแอฟริกาแล้ว 20,000 คน

พลังของความบริสุทธิ์นี้ จะยิ่งมายิ่งแรง เพราะทุกหัวใจของทุกคน ล้วนมีเด็กที่จิตใจบริสุทธิ์อาศัยอยู่

ใครๆก็เปลี่ยนแปลง โลกนี้ให้น่าอยู่ขึ้นได้ คุณก็ทำได้ เริ่มทำเลย!

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก 

12 มิ.ย. 2558

เรียนนอกห้อง ณ อ.ปากช่อง ตอน2

พวกเราและครูปรีดาพร้อมกับลูกศิษย์อีก คน ร่วมกันเดินขึ้นเขาทุกคนหอบข้าวของพะรุงพะรังเดินกันไปตามทางดินแคบมีผงฝุ่นปกคลุมเต็มทั่วถนนและขรุขระ มีวัชพืชขึ้นปกคลุมเป็นหย่อม สองของทางกระหนาบด้วยป่ารก ต้นไม้เบียดเสียดสลับสล้าง ลมสงัด อากาศขมุกขมัวและอ้าวจัด แต่บางคราลมพัดแหวกแมกไม้เข้ามาเย็นชื่น

            09.30 น. แต่ละคนเริ่มจะมีอาการเมื่อยล้าเห็นทันตา สังเกตได้จากเดินไปพากันหยุดพักไป เคยได้ยินมาว่าระยะทางเดินขึ้นเขาเพียง กิโลเมตรเทียบได้กับระยะทางปกติ กิโลเมตร ทางเดินขึ้นสูงชันและผิวหินแห้งราบเรียบทำให้ลื่นง่ายและต้องจับมือต่อๆกันระหว่างเดิน รอบกายต้นไม้สูงชะลูดแผ่ใบเขียวครึ้มให้ร่มเงามีเป็นจุดๆตามรายทางเดิน พวกเราทุกคนเดินขึ้นสู่ยอดเขา 09.52 น. ทุกคนได้ถ่ายภาพชมวิวตามจุดต่างๆ ที่แต่ละคนเลือกให้เห็นทิวทัศน์รอบด้าน ความสูงของเนินทำให้ขอบฟ้าตกลงมาอยู่ใต้ระดับสายตา ต่ำลงไปเป็นแนวกรวดหินระเกะระกะเป็นหย่อมๆ ปลายอีกด้านเป็นผาเอียง ชะง่อนโขดหินลดหลั่นกันลาดลงจรดพื้นดิน ลึกลงไปเป็นป่ามันป่า
ข้าวโพดของชาวบ้าน และท้องทุ้งหญ้าเขียวไสว พลิกพลิ้วทางใบคลอกับสายลมอ่อนเอื่อย พอได้สักพักคุณครูหลายๆ คนเมื่อยล้าเห็นได้ชัด หาบริเวนเอนแผ่นหลังนอนพักร่างกายเพื่อที่จะสัมผัสกับความสงบ สงัด และงดงาม ของธรรมชาติ สะกดให้ทุกคนเงียบงันดื่มด่ำจมลึกอยู่กับตัวเอง และจากนั้นพวกเราทุกคนเดินลงจากเขาลงมารับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับครูปรีดาบริเวณด้าน
ล่างบริเวณระหว่างหุบเขา ทุกคนทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยและนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนสีหน้าสีหน้าระรื่น หัวเราะร่วน หน้าแดง นัยน์ตาซุกซน หยอกล้อกันด้วยความสนุกสนาน และราวกับว่าทุกคนหลุดพ้นจากชีวิตที่ตรึงอยู่กับกฎระเบียบเคร่งครัดของโรงเรียนฉากชีวิตส่วนนั้นปิดลงแล้ว เพื่อทุกคนให้หลงลืมจากอาการของความเหนื่อยล้าและทุกคนได้แบ่งปันอาหารซึ่งกันและกัน ส้มเนื้อ แจ่วปลาร้าสับ ตำส้ม และเนื้อทอด

           ยามบ่ายคล้อยผ่านอย่างสงบพวกเรากลับมาถึงที่พัก ดวงตะวันโคจรข้ามเนินเขาแล้วตกลงสู่ผืนหญ้าและผืนผิวน้ำจากเขื่อนลำตะคอง วันหนึ่งๆถูกกำหนดอยู่ด้วยทิศทางดังกล่าว 15.30 น. เรานัดน้องที่อาสามาเตรียมกับข้าวในมื้อค่ำร่วมกับเราโดยมื้อนี้จะมีกลุ่มครูใหญ่และครูอีก 6-7 คนเข้ามาร่วมสมทบด้วย

ทุกคนอาบน้ำแต่งตัว จัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้ทำกิจกรรมรอบกองไฟในยามค่ำ เสร็จสรรพมาพร้องเพรียงกันในเวลา 17.30 น. ทุกคนเริ่มมาอยู่บริเวณรอบกองไฟเผามัน ย่างหมู กลิ่นหอมโชยไปทั่วบริเวณ หลายๆคนก็คุยกันด้วยเรื่องจิปาถะ สนทนาพาทีครอบคลุมหลากหลายเรื่องโรงเรียน เรื่องบ้าน

            19.45 น. พวกเราทุกคนเห็นว่าได้เวลาอันควรแล้ว คุณครูน้ำผึ้งจึงเริ่มกล่าวทักทายทุกคนในวงรอบกองไฟ และพูดถึงความเป็นมาของกิจกรรมที่นำพาเราทุกคนมาอยู่ที่นี่ร่วมกันในเวลานี้ “แต่ละคนอยากบอกอะไร” เป็นคำถามสั้นๆแต่แฝงไปด้วยเป้าหมายที่พวกเราตั้งไว้ก่อนหน้านี้ คุณครูร่วม 40 ชีวิตและครูปรีดามาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนร่วมอิ่มเอมกับเรื่องราวของแต่ละคนที่บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกจังหวะของชีวิตของแต่ละคนเป็นที่น่าจดจำ เปลือกชั้นแรกของราตรีกำลังผ่านพ้น โลกเคลื่อนผ่านสู่ห้วงเวลาของการผ่อนพัก ความมืดนิ่งสนิทแอบซุ่มกลั่นเคี่ยวตัวเองอย่างเงียบงัน ผืนน้ำบริเวณเขื่อนลำตะคองสลัวรางแทบจะอันตรธารไป แต่แล้วปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเพ่งจ้อง เบื้องบนดาวสาดแสงจาง จุดแสงสาดกระเซ็นกระจัดกระจาย คงแต่ผืนความมืดที่ผนึกดวงดาวเอาไว้ด้วยกันบนฟากฟ้า ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มสาวเหล่า(คุณครูใหม่)นี้ พวกเขาจมลงกับห้วงคิดในความลึกซึ้งของค่ำคืน ต่างเผชิญกับความลี้ลับอันหอมหวานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านี้ เสมือนได้โลดข้ามพรมแดนหนึ่งของชีวิตไปด้วยกัน
 พริ้วสายลมชื่นกายคลายถึงจิต              หมู่มวลมิตรมุ่งหมายคลายหมองหม่น
สายสัมพันธ์สรรค์สร้างกลางใจคน         หวังได้ยลไมตรีจิตมิตรกัลยา
ออกเดินทางก่อนเที่ยงเลี่ยงค่ำมืด         หวังช่วยยืดเวลาพาสุขสม
กลับหลงทางเตลิดไกลไข่ระบม             เรือนน่าชมให้แช่มชื่นรื่นฤทัย
เข้าที่พักทักทายคลายเหน็ดเหนื่อย       ทานเรื่อยๆสนทนาคราเดือนหงาย
แลท้องฟ้าดาราเด่นเห็นพร่างราย          มิตรสหายได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้นิทาน
เสียงหนักเบาสูงต่ำเงียบเร็วช้า               กระบวนท่าจอมยุทธ์จุดขัดข้อง
ผู้ชนะสิบทิศควรจับจอง                         ลูกทุ่งต้องหาฟังคลังคำมี
แต่งนิทานตัวละครมิควรมาก                 แม้งานยากมีวินัยไม่หน่ายหนี
ทั้งงานราษฎร์งานหลวงล่วงลุดี              สุนทรียสนทนาพาทีเอย
เสียงเจื้อยแจ้วแนวบันไดใกล้รุ่งสาง       ดังครวญครางข้างในเต้นท์เสียงกรนหนอ
ตีสามแล้วขอผัดผ่อนสักครึ่งพอ             สุดท้ายก็ตัดสินใจไปทันที
โหมแรงไฟแรงฟืนตื่นเช้าตรู่                   ต่างพร่างพรูเพียบพร้อมอย่างด่วนจี๋
วัตถุดิบเครื่องปรุงเน้นรสดี                     เสร็จพอดีตีห้าครึ่งบึ่งจับนม
แลดูโคท่าทีมีระเบียบ                            เดินเงียบๆแล้วต่อแถวแสนสุขสม
แหมตื่นตาตื่นใจได้จับนม                      บ้างก็อมยิ้มหวานสราญใจ
กิจกรรมสันทนาการดีเลิศ                      ช่วยให้เปิดตาตื่นชื่นสดใส
เตรียมตัวปีนเขาต่อให้ท้อใจ                  อีกนานไหมกว่าจะฮอดรอดไหมตรู
เด็กๆต่างเริงร่าระรื่นจิต                         เพราะชีวิตเคยชินขึ้นลงเขา
แตกต่างจากคนแก่ๆอย่างพวกเรา         อุ๊ยเจ็บเข่าโอ๊ยปวดหลังประดังมา
ถึงยอดแรกมองหน้าพอยิ้มได้               ยอดต่อไปจะไหวหรือเปล่าหนอ
ชวนให้นึกถึงหน้าแม่และพ่อ                 โอ้ละหนอลมพัดตึ้งถึงแล้วโว๊ย
ค่อยเดินย่องลงทางพลางเท้าจิก          ขากระดิกแขนเริ่มสั่นท้องหิวโหย
ของก็หนักแขนก็เหนื่อยเมื่อยอิดโรย      มาละโหวยอาหารเที่ยงของพวกเรา
ปลาร้าบองของทอดมีปลาหมู               ทั้งปลาทูส้มต่อนออนซอนหลาย
ทั้งกล้วยสุกข้าวต้มผัดมีมากมาย          อิ่มสบายหายกังวลคนเดินทาง
ถึงที่นอนผ่อนพักตระหนักรู้                   แล้วไปสู่โลกพระอินทร์ถิ่นสวรรค์
สะดุ้งตื่นฟื้นสติอ้าวกลางวัน                  สุขดั่งฝัน ณ ปากช่องพี่น้องเอย
(บทกลอนจากครูสังข์)
            เวลา 21.25 น. คุณครูหลายๆคนแยกย้ายเข้านอนผ่อนพักร่างกายจากกิจกรรมตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ อากาศหนาวเหน็บทำให้คุณครูหลายๆคนนอนหมกตัวในผ้าห่มอย่างเงียบกริบในเวลาแสนสั้น ครูใหญ่และครูอีกกลุ่มนั่งขับร้องเพลงเล่นกีตาร์บริเวณกองไฟจนล่วงเลยผ่านวันที่ 27 มาเป็นวันที่ 28 จึงแยกย้ายกันเข้านอน
            ทุกคนตื่นแต่เช้าตรู่ เบิกนัยน์ตางัวเงียมองดูแสงสีทองแผ่ขึ้นสู่โค้งฟ้า ฟังเสียงชีวิตตื่นจากการหลับใหล ริ้วเมฆริมขอบฟ้าที่เปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว จากแดงกลายเป็นส้มสุกใส อึดใจทุกอย่างก็ดูราวถูกฉาบด้วยแผ่นทองอร่าม ทุกคนแลเห็นโฉมหน้าของธรรมชาติผันแปรแน่ชัดไปตามการคล้อยเคลื่อนของดวงอาทิตย์ กลางวันเปลือยตัวเองออกมาแจ่มกระจ่าง กลางคืนมืดสนิทสุดหยั่งน่าเปล่าเปลี่ยว วันเวลาหมุนเวียนจากเช้ายันค่ำ วันหนึ่งสู่อีกวันหนึ่ง

7 พ.ค. 2558

เรียนนอกห้อง ณ อ.ปากช่อง ตอน1

            วัยหวานแห่งความหวัง (ครูใหม่) ความเฉียบไว และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะเข้ามาแผ้วพานชีวิตของน้องทุกคน สิ่งที่พวกเราอยากให้เกิดขึ้นกับ
 น้องครูใหม่ตลอดการจัดกิจกรรมทุกครั้ง/ทุกสถานที่ ก่อนหน้าที่กิจกรรมพี่พบน้องนอกสถานที่จะเกิดขึ้นนี้ พวกเราคุยกันประชุมเตรียมงานกันอยู่หลายรอบ จนกระทั่งเราได้ข้อสรุปกำหนดการและวันเวลาจัดกิจกรรมลงตัว

10.30 น. ของวันที่ 26 ธันวา ซึ่งเป็นวันงานบุญคูณลานทำบุญตักบาตรก่อนขึ้นปีใหม่ พวกเราครูกลุ่ม กับน้องครูใหม่นัดพบกันที่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนเพื่อขึ้นรถตู้ คัน และรถกระบะ คัน
เพื่อขนสัมภาระของทุกคน พวกเราถึงอำเภอปากช่องประมาณ โมงเย็น พอไปถึงที่พักแต่ละคนช่วยกันเก็บสัมภาระข้าวของจัดเตรียมสถานที่ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกตลอด คืน วัน(ไม่มีไฟฟ้า) อย่างลงตัว แล้วจากนั้นครูทุกคนไปทานข้าวเย็นที่บ้านของครูปรีดา ปัญญาจันทร์
เราเริ่มทานข้าว 17.45 น. ด้วยบรรยากาศที่เรียบง่ายสบายๆ อาหารในค่ำนี้มี ปลาทอด ต้มไก่ ลาบ เครื่องดื่ม ฯลฯ หลังจากทานข้าวอิ่มกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนช่วยกันล้างจานเก็บสถานที่ เตรียมตัวพบกับครูปรีดา

19.00 น. ครูปรีดาเริ่มต้นกิจกรรมโดยเปิดโอกาสให้ทุกคนตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่แต่ละคนอยากเรียนรู้จากครูปรีดา คำถามต่างคำถามพลั่งพลูออกมาไม่ขาดสายจากคุณครูหลายๆ คน ครูปรีดาเล่าว่านิทานแต่ละเรื่องที่เขียนมีแรงบันดาลใจมาจากความประทับใจและสะเทือนใจหรือกระทบจิตใจ  คิดออกตอนไหนต้องรีบเขียนเก็บไว้ทันที
          สิ่งที่ครูปรีดาสอนพวกเราจากกิจกรรมค่ำคืนนี้
ภาษาวรรณกรรมที่ใช้เขียนมาจากการอ่าน และการฟังโดยเฉพาะฟังเพลงลูกทุ่ง
สิ่งที่สำคัญในการบริหารจัดการกับตนเองและเวลา คือ วินัยในตนเอง
เทคนิคการเล่านิทาน   7 อย่างดังนี้ เสียงดัง – เบา เร็ว – ช้า เสียงสูง – ต่ำ ,เงียบ
การที่เราจะเป็นนักเขียนเราต้องเป็นนักอ่านด้วย
การเล่านิทานไม่ควรเล่านอกเรื่องหรือถามระหว่างทาง ควรเล่าให้จบในครั้งเดียว เสียงเป็นเสียงธรรมชาติ
การเล่านิทานให้น่าสนใจควรจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครเรื่องนั้นๆ เป็นต้น
ครูปรีดาชวนน้องๆ ตั้งคำถามไปจนกระทั่งเวลา 21.00 น. เห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงให้ทุนคนแยกย้ายเข้าที่พัก
*พวกเราแจ้งนักน้องทุกคนตีห้าเพื่อตื่นมาทำข้าวเช้าร่วมกับพี่ๆ ได้น้อง 4-5 คนอาสาสมัครในเช้าวันแรก และแจ้งกำหนดการตอนเช้ากับน้องๆ ว่าครูปรีดาจะพาไปรีดนมวัวแต่เช้าตรู่
            พวกเราทุกคนนอนหลับกันอย่างสบายทามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ มีลมเย็นโชยมาไม่ขาดสาย ลมพัดมาจากเขื่อนลำตะคลอง

วันที่ 27 ธันวาคม 2557

03.45 น. พี่ๆหลายคนตื่นมาเตรียมอาหารเช้าก่อนกำหนดโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะอากาศหนาวเย็นเหลือเกิน นอนหลับอย่างสบายขณะที่นอนหมกตัวในผ้าห่มแสนอบอุ่นในเต็นท์ของแต่ละคน พวกเราช่วยกันเตรียมอาหารเช้าและเตรียมที่จะห่อข้าวขึ้นไปกินกันบนภูเขา (ที่พวกเรายังไม่รู้เลยว่าข้างบนนั้นจะเป็นอย่างไร) 04.30 น. น้องๆที่อาสามาช่วยพี่ก็ทยอยมาช่วยกันทีละคนสองคน
05.00 น. กิจกรรมเช้าตรู่เช่นนี้ครูปรีดานัดครูไปดูการรีดนมวัวที่หมู่บ้านบริเวณใกล้ที่พัก พวกเราหลายๆคนได้สาทิตการรีดนมวัวอย่างสนุกสนานในยามเช้านี้ พอกลับมาพวกเราทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมOD กิจกรรมสันทนาการความสามัคคี ความเสียสละ โดยครูน้ำผึ้งพาทุกคนทำกายบริหารสั้นๆ ก่อนที่จะแบ่งทีมละ คน ช่วยกันทำกิจกรรมOD(ส่งขวดโดยไม่ใช้มือ , ลำเลียงเมล็ดพันธุ์ใส่ขวด) 



จนถึงเวลา 07.30 น. ถึง 08.25 น. พวกเราให้น้องทานข้าวเช้าตามอัธยาศัยและอาบน้ำแต่ง จนกระทั่งเวลา 08.30 น. พวกเรานัดกันพร้อมเพรียงที่บ้ายครูปรีดาเพื่อที่จะเรียมตัวเดินขึ้นเขากันพร้อมกับเหล่าผู้นำทางที่ครูปรีดาเชิญชวนมาเดินทางร่วมกัน 

21 เม.ย. 2558

ครู + เด็กๆ >> ความงอกงาม.


ครู :; ผู้สร้างความสัมพันธ์กับลูกศิษย์ในมิติของการเป็นมนุษย์.

_ในโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาครูไม่ได้เน้นที่การสอน แต่ครูจัดให้ลูกศิษย์ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้
การสอนกับการเรียนรู้ของศิษย์..ไม่เหมือนกันแตกต่างกันครับ | นี้คือหัวใจของ Child-center นี่คือ หัวใจในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21


'โลกยุคใหม่ก็คือการเรียน คือ หัวใจ..ไม่ใช่การสอน
หัวใจของโรงเรียนคือการเรียน..ของลูกศิษย์..ไม่ใช่การสอนของครู'


+


'เด็กควรเป็นคนเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่ทำตามโลก'

_โลกอนาคตที่เด็กๆ จะต้องเผชิญเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ทั้งขีดจำกัดของทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการล้นทะลักของข้อมูลข่าวสาร 

*ในขณะที่การศึกษาในปัจจุบันมีลักษณะเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่พยามยามทำให้ทุกคนมีความรู้ชุดเดียวกัน ละเลยทักษะที่จำเป็น เน้นการแข่งขัน ซึ่งไม่อาจตอบโจทย์ในการดำรงชีวิตในโลกอนาคตได้

V V
V
ชิ้นงาน- ความงอกงาม

_ความงอกงามของศิษย์..เขาถ่ายทอด 'ความเข้าใจ'ผ่านชิ้นงานที่หลากหลาย..

*เด็กๆทุกคนเขาได้รับความรักจากครูในฐานะเป็นตัวเขา
เขาอาจจะเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ครูก็รัก
เขาอาจจะซน แต่ครูก็รัก
บางครั้ง..
เขาอาจทำผิด แต่ครูก็ยังรัก

...ครูให้ความรักศิษย์แบบไม่มีเงื่อนไข..
"ครูนอกกะลา"