22 ก.พ. 2554

ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่...

     หลายครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปนั่งวงสนทนากับผู้รู้มากมายหลายท่านล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์มากมายเกินกว่าที่ผมจะไปแสวงหาอ่านจากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตได้..
     วันนั้นในวงสนทนาผมได้ฟังเรื่องนั่งวิ่งมาราธอนคนหนึ่งซึ่งเราไม่มีใครทราบชื่อเขาแน่ชัดกันเลย แต่รู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชนะเลิศและเขาก็ไม่ได้ทำลายสถิติใดๆ เลยในการแข่งขัน เขามาถึงเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายด้วยซ้ำและเพราะเหตุนั้นโลกถึงต้องจารึกเขาไว้ในประวัติศาสตร์
    พอผมกลับมาถึงห้องผมก็เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอ่าน ผู้เขียนคือ 'พระไฟศาล วิสาโล' เขียนเกี่ยวกับนักวิ่งคนนี้พอดี เขาคือ 'จอห์น สตีเฟน อัควารี' เขาเป็นตัวแทนประเทศแทนซาเนีย เขาวิ่งฝ่าความมืดมายังสนามกีฬาอย่างกะโผกกะแผลก ขาข้างขวาของเขาอาบนองไปด้วยเลือดและพันด้วยผ้าพันแผล
    เขาเป็นนักวิ่งมาราธอน แต่เหรียญทองโอลิมปิกปี พ.ศ.2511 ได้มอบแก่ผู้ชนะไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านกันไปเกือบหมดจนสนามแทบร้าง แต่เขาก็ยังอุตส่าห์พาสังขารมาถึงเส้นชัยในที่สุด..

ต่อมาได้มีผู้สือข่าวเข้ามาถามเขาว่า เหตุใดเขาจึงไม่หยุดวิ่งทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสที่จะชนะแล้ว
เขาวิ่งมาเหนื่อยๆ งุนงงสักพัก แล้วตอบไปว่า..
"ประเทศของผมไม่ได้ส่งผมมาเพื่อออกสตาร์ต แต่ส่งผมมาเพื่อวิ่งให้สำเร็จ"

12 ก.พ. 2554

'ครอบครัว'ที่คิดต่างกันกับการสอบแข่งขันของลูก...

    ผมเคยเปิดดูรายการหนึ่งเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาเป็นการพูดบรรยายเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไปโดย พอ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมากที่ท่านเล่าไว้เกี่ยวกับ 2 ครอบครัวที่คิดต่างกัน
    ครอบครัวที่ 1 ; พ่อ แม่ นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารรอลูกมากินข้าวพร้อมกัน ลูกกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านส่งซองจากโรงเรียนให้แม่ 'เป็นประกาศผลสอบของโรงเรียน' 
พออ่านผลสอบปรากฎว่าสอบได้ที่ 2 ทุกคนในบ้านเครียดหมดเลยครับ "ไอ้ลูกไม่รักดี พ่อ แม่ อุส่าห์เอาใจทุกอย่างซื้อหนังสือให้ พาไปเรียนพิเศษ พาไปกวดวิชาที่ดังๆ ทำไมยังโง่ยังงี้ แค่สอบให้ได้ที่ 1 แค่นี้ทำไมทำไม่ได้" นั่งด่าลูก!! ข้าวปลาไม่ต้องกิน บรรยากาศในโต๊ะอาหารเครียดมาก..
    ครอบครัวที่ 2 ; ข้างบ้านเป็นชั่วคราวของคนงานก่อสร้าง พอเปิดซองผลการสอบของลูก เฮกันลั่นบ้านเลยครับ ปรบมือดีใจหัวเราะกันสนั่นหวั่นไหว..
ครอบครัวที่ 1 สงสัยเดินเข้าไปถาม
"ลูกคุณสอบได้ที่ 1 หรือครับ ถึงได้ดีใจกันขนาดนี้?"
"เปล่าหรอกครับ"
"อ้าว! แล้วได้ที่เท่าไรล่ะ?"
"ได้ที่ 29 ครับ"
"สอบได้ที่ 29 ทำไมถึงต้องดีใจกันขนาดนี้ล่ะ!!"
"อ๋อ..ปกติมันสอบได้ที่ 30 ครับ.."

    ความแตกต่างทางด้านความคิด นี่คือคนที่คิดเป็นกับคนที่คิดไม่เป็น
คนหนึ่งทั้งชั้นเขาแพ้แค่คนเดียว เครียดแทบตาย! ส่วนอีกคนทั้งชั้นเขาชนะแค่คนเดียว ดีใจกันทั้งบ้าน

    ตอนท้ายเรื่องนี้ นพ.พงษ์ศักดิ์ ท่านยังได้เปรียบเปรยครอบครัวทั้ง 2 ว่า
ครอบครัวที่ 1 'คิดในแง่ลบ'
คิดเรื่องแพ้ แพ้คนเดียว แต่ชนะ 28 คน เครียด
ครอบครัวที่ 2 'คิดในแง่บวก'
คิดเรื่องชนะ ชนะแค่คนเดียว แต่แพ้ 28 คน มีความสุข

6 ก.พ. 2554

ต้นไม......แห่งชีวิต


ต้นไม้ ป่าไม้ ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงา ให้ที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งให้อาหารแก่มวลมนุษย์แ
ละสรรพสัตว์ สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ต้นไม้ ป่าไม้ มอบให้เรา คือ การได้ให้ชีวิตแก่เรา มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะมีลมหายใจ การที่จะมีลมหายใจได้ก็เพราะมีก๊าชออกซิเจน การทืี่จะมีก๊าชออกซิเจนได้ก็เพราะทีต้นไม้... ...แล้ว...ถ้า...วันหนึ่งไม่มีต้นไม้แล้วจะเป็นอย่างไร มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายจะหายใจได้อย่างไร นั่นคือ จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร....คำถามนี้เป็นคำถามใหญ่...ผมอาจจะไม่ฉลาดมากพอที่จะรู้ทั้งหมดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีต้นไม้จะเป็นอย่างไร..อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง.... พอคิดอย่างนี้ก้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรจะให้ความสำคัญกับดูแลและรักษาต้นไม้กันอย่างจริงจังกันซักทีนะครับ ...มาร่วมรักษ์ต้นไม้ ป่าไม้ กันเถอะครับ

29 ม.ค. 2554

เสียงสะท้อนจากเรื่องเล่าก่อนสอนคณิตศาสตร์...

ขั้นเตรียมความพร้อมก่อนสอน 
วิธีการของครูแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป
ประโยคนี้สอนใจก่อนสอนนักเรียนทุกครั้งของผม..
"บทเรียนจะเกิด ก็ต่อเมื่อผู้เรียนพร้อม"

    บางชั่วโมงสอนคณิตศาสตร์ผมใช้เทคนิคเตรียมความพร้อมผู้เรียนโดยการเล่าเรื่องดีๆ มีแง่คิดให้กับนักเรียนให้เขาสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงเมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เรื่องเล่าก่อนสอนทุกครั้งที่ผมเล่าให้นักเรียนฟังจบลงผมให้นักเรียนสรุปเรื่องด้วยบางครั้ง(บางชั่วโมงเป็นการบ้าน) ข้อคิดที่ได้จากเรื่องเล่าด้วย
    ผมเชื่อว่าบางเรื่องนักเรียนจะเก็บไปคิดต่อยอดผูกเรื่องให้เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาได้ ทุกเรื่องที่ผมเล่าให้นักเรียนฟังผ่านการคัดกรองสะท้อนแง่คิดดีแล้วและที่สำคัญถ้าวันไหนผมสุ่มถามนักเรียนให้เล่าเรื่องที่ได้ฟังผ่านมาแล้ว เขาสามารถเล่าเรื่องได้อย่างน่าประทับใจปรับเรื่องเดิมให้ละเอียดและเล่าให้สนุกสนานได้ทุกคน
    บางครั้งก็มีเสียงสะท้อนจากผู้อื่นว่าเรื่องเล่าไม่เห็นเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์เลยและนักเรียนจะได้ความรู้อะไร? คำถามบางครั้งผมก็อาจจะไม่จำเป็นต้องตอบ เมื่อเขามาสัมผัสเด็กนักเรียนเองจะค้นพบคำตอบเองหรือบางทีก็อาจจะยังไม่เจอคำตอบ

เสียงสะท้อนจากปลายปากกาของลูกศิษย์

โรงเรียนนอกกะลา..
     ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเปิดใหม่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านนอกกะลา หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจน คุณครูหลายคนอยากให้ทุกคนในหมู่บ้านนี้มีความรู้เช่นคนในหมู่บ้านอื่น ครูป้อมจึงให้ครูทุกคนช่วยกันในเรื่องวิชาต่างๆ ครูป้อมชอบวิชาคณิตศาสตร์มากและพอเปิดโรงเรียนวันแรกโรงเรียนนั้นชื่อว่า "โรงเรียนนอกกะลา" คุณครูน่ารักกันทุกคนเลยและเด็กๆ ทุกคนก็ช่วยกันดูแลโรงเรียนจนทำให้โรงเรียนเจริญรุ่งเรืองและสะอาด ทำให้มีคุณครูจากโรงเรียนอื่นมาศึกษาดูงานที่โรงเรียนนอกกะลา พวกเด็กๆ เรียกผู้มาศึกษาดูงานว่า "ผู้ใหญ่ใจดี" ต่อมาหมู่บ้านนั้นก็ร่ำรวยเจริญรุ่งเรืองและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดมา..

เศรษฐีขี้เหนียว..
    มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในตำบลนี้ ซึ่งเศรษฐีคนนี้มีนิสัยเป็นคนที่ขี้เหนียวมากเลย วันหนึ่งมีคนยากจนเดินมาที่หน้าบ้านของเศรษฐี ขณะนั้นเองเศรษฐีคนนี้ก็เดินเข้ามาเห็นพอดีก็ไล่คนยากจนหนีเศรษฐีบอกว่า "นี่แกมายืนที่หน้าบ้านข้าทำไม?" 
คนยากจนตอบว่า "ฉันขอข้าวกินหน่อยสิพ่อเศรษฐี"
แต่เศรษฐีก็ไล่คนยากจนหนี เพราะเศรษฐีคนนี้เป็นคนขี้เหนียวมาก แค่เงินบาทเดียวก็ให้ไม่ได้ เศรษฐีมีเงินทองมหาศาลกองใหญ่มาก เศรษฐีจะไปเอาเงินออกมากองเงินก็หล่นทับเศรษฐีจนตาย เศรษฐีก็ตายไปพร้อมกับเงินทองมหาศาล..