3 เม.ย. 2555

โรงเรียนนอกกะลา - วิเชียร ไชยบัง

ปฏิวัติการศึกษา ณ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
คิดเยี่ยงครู ดูอย่างครูใหญ่ : พลังความรั้น ผลักดันโลก

โรงเรียนที่ไม่มีการสอบ
โรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง
โรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน
โรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน
โรงเรียนที่ไม่มีครูอบรมหน้าเสาธง
โรงเรียนที่ไม่ได้จัดลำดับความสามารถผู้เรียน

โรงเรียนที่ครูสอนเสียงเบาที่สุด
โรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก
โรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

    ผมมาเป็นครูวันแรกที่โรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ 'โรงเรียนนอกกะลา' ตั้งอยู่ที่ อ.ลำปลายมาศ  จ.บุรีรัมย์
การมาเป็นครูที่นี้ ครูทุกคนต้องได้อ่านหนังสือเล่มนี้ให้เข้าใจอย่างลึก แล้วให้ถอดความเข้าใจในแต่ละภาคของหนังสือออกมา เพื่อเก็บงานเริ่มแรกของครูที่ได้เข้ามาอยู่ที่นี้  หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย 5 ภาค

โรงเรียนที่ไม่มีการสอบ
การสอบเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ อย่างของเครื่องมือและวัดค่าได้เพียงหยาบๆ หัวใจอันแท้จริงของการผลและประเมินผลนั้นเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน การวัดผลตามสภาพจริงอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องมือที่หลากหลายจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า


โรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง
การปลูกฝังวินัยและคุณธรรมเชิงลึกนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะคำสอนวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอคงเส้นคงวาต่างหากที่กล่อมเกลา กรอบความคิดที่ใช้เวลาเป็นมาตรวัดคุณค่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับโลกยุคอุตสาหกรรมซึ่งผ่านไปนานแล้ว


โรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน
สิ่งที่ผู้เรียนทุกคนทำออกมาล้วนแต่มีค่า ครูไม่ควรตีตราด้วยดาวหรือคะแนน ครูมีหน้าที่รู้ให้ได้ว่าเด็กแต่ละคนควรพัฒนาตรงไหน และหาวิธีที่จะพัฒนาเด็กให้เต็มศักยภาพของแต่ละคน


โรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน
แบบเรียนเป็นเพียงที่เก็บความรู้ ผ่านไปไม่กี่วันมันเป็นเพียงความรู้เก่า ครูควรจะสนใจพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตมากกว่า ได้แก่ ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้และทักษะการคิด ในที่สุดผู้เรียนจะเป็นผู้แสวงหาความรู้ที่จำเป็นและมีความหมายต่อเขาด้วยตัวเอง

โรงเรียนที่ไม่มีครูอบรมหน้าเสาธง
ช่วงเวลากิจกรรมหน้าเสาธงเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับเด็ก ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเรียนรู้ ควรจัดให้สั้นกระซับและได้ความรู้สึก

โรงเรียนที่ไม่ได้จัดลำดับความสามารถผู้เรียน
เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความสามารถและมีดีที่แตกต่างกัน เหมือนมะละกอ กล้วย ส้ม ลิ้นจี่ ที่จัดอับดับไม่ได้

โรงเรียนที่ครูสอนเสียงเบาที่สุด
น้ำเสียงที่เบาสื่อถึงความเมตตาอารีและเข้าถึงจิตใจได้ลึกกว่า ผู้เรียนและครูจะให้ความสำคัญกับการฟังแบบลึก

โรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก
ลำพังโรงเรียนฝ่ายเดียวไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพได้ ความเข้าใจตรงกันและความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนกับพ่อแม่จึงต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
ความสุขจะนำไปสู่ ฉันทะ คือรักที่จะเรียนรู้ เมื่อรักที่จะเรียนรู้ก็จะเรียนรู้ได้อย่างดี


ภาคหนึ่ง
กะลาครอบ


เรามีโรงเรียนมากมายในโลก
เรามีห้องเรียนมากมายในโลก
เรามีเด็กๆ มากมายในห้องเรียน
เราอยากให้เกิดสิ่งใดกับผู้เรียน?
อะไร คือ เป้าหมายสูงสุดที่อยากให้เกิดกับผู้เรียน ?
(คำตอบเหล่านี้ไม่ได้เรียงตามน้ำหนัก หรือ ไม่แน่ใจนักว่าจะใช่จริงๆ)

ความนอบน้อม
ความรู้พื้นฐาน
ผลการเรียนสูง เกรดสี่ทุกวิชา
ความมีวินัย
ความสามารถในการจัดการ
ความสามารถในการพัฒนาตนเอง
การตอบแทนสังคม
พ่อแม่ผู้ปกครองพึงพอใจ
สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
มีอาชีพที่มั่นคง
อุปนิสัยดี
ปัญญา
มีความสุข
ร่ำรวย มีบ้าน มีรถ มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ
ฯลฯ

ถ้าทรัพย์สิน เงินทอง หรือ ความร่ำรวย เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จทางการศึกษา และ ถ้ากฎของพาเรโต้ถูกต้อง
นั่นหมายถึงการศึกษาทั้งมวลที่มนุษย์เพียรสร้างมา ล้มเหลว เพราะจะมีเพียงคน 20 % ในโลกเท่านั่นที่ครองทรัพย์สินของโลกถึง 80%  คนที่เหลือ 80 % ของพลกรโลก ต่างก็แบ่งปันหรือไม่ก็แย่งชิงกัน จากเศษทรัพย์สินของโลกที่เหลือเพียง 20 %
...ปี ค.ศ. 1960 วิลเฟรโด้ พาเรโต้ (Vilfredo Pareto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ได้สร้างสูตรอธิบายการกระจายความมั่งคั่งโดยพบว่า ประชากรจำนวน 20 % ครอบครองความร่ำรวยในปริมาณ 80 % ของความร่ำรวยทั้งหมด..
หรือเราควรจะเอา ความรู้ของผู้เรียน เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการศึกษา

โปรดพิจารณาเหตุการณ์ต่อไปนี้
เด็กคนหนึ่งเรียนเก่งที่สุดในชั้น เขาตั้งใจเรียนตลอดชั่วโมงและเข้าใจเนื้อหาที่ครูสอนอย่างดี แต่เมื่อออกนอกห้อง เขาขอเล่นกระโดดยางกับเพื่อนแต่เพื่อนไม่ยอมให้เล่นด้วย
สองเหตุการณ์นี้อะไรสอนเด็กคนนี้ได้มากกว่ากัน เหตุการณ์ใดส่งผลต่อชีวิตของเด็กคนนี้มากกว่ากัน นอกห้องเรียนกลับมีหลักสูตรที่ซ่อนอยู่มากมาย

มองโลกจากมุมหนึ่งของจักรวาล

นี่คือโลกที่ลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ
เป็นภาพที่เอ็ดการ์ มิตเชลล์ นักบินอวกาศชาวสหรัฐ มองเห็นโลกจากดวงจันทร์ มันกระทบใจเขามาก เขาได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลก เห็นตัวเองเป็นสิ่งเล็กน้อยไร้ความหมายต่อจักรวาล จิตเปลี่ยนจากจิตเล็กเป็นจิตใหญ่ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง เกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ เมื่อเขากลับมายังโลกสิ่งที่เขามุ่งหมายคือการค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องจิตสำนึกใหม่ อันเป็นจิตใหญ่ ก่อให้เกิดความอิสระ ความสุข และความรักอันไพศาล จนเข้าถึงความจริง ความงาม เขาได้ตั้งสถาบันชื่อ The Institute of Noetic Sciences (IONS) เพื่อค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องดังกล่าว

ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดกับเด็กคนที่เพื่อนไม่ยอมให้เล่นด้วยกับการมองเห็นโลกจากดวงจันทร์ของเอ็ดการ์ มิตเชลล์ ชี้ให้เห็นว่าหลายอย่างที่ไม่ได้มีสอนในห้องเรียนแต่มีความหมายมาก เพราะมันกระตุ้นความรู้สึก ความรู้สึกเป็นปรากฏการณ์ทางจิตที่มีอิทธิพล อย่างลึกซึ้งต่อมนุษย์มากกว่าสติปัญญา
กลับมามอง.....บทเรียนของการศึกษาในอดีต
เรามีการศึกษาที่ทุกคนไม่มีสิทธิเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน
ผู้เรียนเกือบทั้งหมดทำอาชีพตามสาขาที่เรียนมา ผู้คนทำงานเดียวและยึดมันไว้อย่างมั่นคง
การเรียนการสอนเน้นการจำความรู้
ดำรงอยู่ภายใต้วัฒนธรรมเดียว
ต่างคนต่างทำงานในความรู้ที่ตนเองได้เรียนมา
เรียนเป็นช่วง ๆ ตามระดับชั้น
การเรียนการสอนเป็นกลุ่มเดียว ในห้องสี่เหลี่ยม ครูเป็นผู้ให้ความรู้ ครูกำหนดสิ่งที่จะสอน และห้องเรียนเงียบ ผู้เรียนมีส่วนร่วมน้อย
สอบวัดความรู้
เน้นการแข่งขัน ผู้แพ้ถูกคัดออก มีคนจำนวนน้อยได้เรียนระดับสูง
ฯลฯ

การศึกษายังติดอยู่ที่ การอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นและความรู้
ทั้งที่ ... ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ และ ทักษะการคิด คือ เครื่องมือที่จำเป็นที่สุดในอนาคต เรายังตามความคิดของเมื่อวาน มากกว่าความต้องการในอนาคต ความคิดใหม่ และ นวัตกรรมใหม่จึงเกิดขึ้นน้อย
ห้องเรียนมีหลายกลุ่มผู้เรียน โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก นักเรียนเป็นผู้เลือกสิ่งที่อยากเรียนและเน้นการจัดการความรู้ร่วมกัน
แต่ค่านิยมทางการศึกษาวันนี้ ยังมุ่งไปที่
►ความรู้
► ทักษะการคิด
►ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้

แม้แต่ สโลแกนก็ให้ความสำคัญกับความรู้
►เก่ง ► ดี ►มีความสุข
เพราะ เก่ง วัดง่าย ได้ค่าออกมาเป็นตัวเลข สามารถปรับแต่ให้สวยหรูได้ดังใจ


กล้าที่จะเปลี่ยน ลำดับความสำคัญใหม่ไหม?
ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้
ทักษะการคิด
►ความรู้
หรือ อย่างนี้
เรียนรู้อย่างมีความสุข ►ดี ►เก่ง

ตอนนี้เรามี การศึกษาเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการพัฒนามนุษย์
บทเรียนในอดีตชี้ให้เราเห็นว่าประเทศที่ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาแก่ประชากร ล้วนแต่ประสบผลสำเร็จในปัจจุบัน
      ประเทศที่มั่งคั่งไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรล้ำค่ามากมาย หรือมีดินแดนขนาดใหญ่ หรือมีประชากรหลายล้านคน แต่ที่สำคัญต้องมีระบบการศึกษาที่ดี มีประชาชนที่ฉลาด เป็นนักประกอบการ และ มีความเรียบร้อยภายในประเทศ
      ไต้หวันเมื่อ 50 ปีที่แล้วมีความยากจนเทียบเท่าเม็กซิโก โดยขณะนั้นเม็กซิโกสามารถสร้างผลิตได้ถึงสองเท่าของไต้หวัน ต่อมา ค.ศ.1974 ไต้หวันหันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ทำให้อุตสาหกรรมและการส่งออกขยายตัว และสามารถผลิตได้เป็นสองเท่าของเม็กซิโก และก่อนปี ค.ศ.2000 ไต้หวันกลายเป็นผู้นำในด้านการผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC)และชิปของโลก
     รัสเซีย ไนจีเรีย อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา หรือบราซิล มีทรัพยากรล้ำค่ามากมาย กลับมุ่งแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นโดยถือว่าประชาชนเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้น ผลสุดท้ายประเทศยากจนลง ประชาชนมีฐานะยากจนกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในทางตรงกันข้าม ไต้หวัน ลักเซมเบิร์ก สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก กลับมีความร่ำรวยขึ้นแม้จะเป็นประเทศเล็ก ทั้งนี้เพราะประชาชนมีความฉลาด (Smart people) และมีความเรียบร้อยภายใน

    ไม่มีใครรู้ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ชาติ
แต่ที่แน่นอนคือเทคโนโลยีพัฒนาตัวเองสู่เทคโนโลยีนาโนคือมีขนาดจิ๋วแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด วิทยาการขยายวงกว้างและลึกขึ้นถึงระดับโปรตีนศาสตร์ ข้อมูลสารสนเทศทั่วโลกจะถูกผลิตออกมาไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งร้อยล้านคำต่อวันซึ่งมากมายมากพอที่จะให้คนหนึ่งคนใช้เวลาอ่านถึงยี่สิบห้าปี

ความหวัง ทั้งหมดของเรา
อยู่ที่ การศึกษา เท่านั้น

ภาคสอง
ความหวังและการงอกใหม่นอกกะลา

มนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นความเพ้อฝันไปหรือเปล่า?

ปรัชญาสูงสุดของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
“การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

การตีความในความหมายของประโยคนี้ย่อมแตกต่างกันของแต่ ละคน ตามประสบการณ์หรือกรอบความคิดที่แตกต่างกัน แต่ในความหมายสำหรับโรงเรียนลำปลายมาศ พัฒนานั้น หมายถึง การที่บุคคลบรรลุความฉลาดทั้งสี่ด้านนี้

PQ (Physical Quotient) ความฉลาดทางด้านร่างกาย
IQ (Intellectual Quotient) ความฉลาดทางด้านการคิด
EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางด้านอารมณ์
SQ (Spiritual Quotient) ความฉลาดทางด้านจิตวิญญาณ

จิตศึกษา
จิตศึกษาเป็นวิชาที่มุ่งพัฒนาความฉลาดทางจิตวิญญาณ (Spiritual Quotient) เน้นการเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างอ่อนน้อม อ่อนโยน เข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม เป็นหนึ่งเดียว อย่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การตระหนักรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ ไม่แบ่งแยก ไม่ตัดสินถูก-ผิด ขาง-ดำ มีความรักความเมตตาอันยิ่งใหญ่ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และการเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต และ ความหมายของการมีชีวิตอยู่

โรงเรียนกับการเรียนรู้อย่างมีความสุข
ต้นธารของการเรียนรู้ เริ่มต้นจากความสงสัย ความจำเป็น หรือ บางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายกับเรา ความสนใจ ความรู้สึกอยากเรียนรู้ ภาวะที่มีความสุข ผ่อนคลาย ปราศจากแรงกดดันด้านลบ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเพิ่มพูนศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างดี

โรงเรียนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข คือโจทย์ข้อใหญ่
เราควรจะเริ่มต้นกันตรงไหนดี?

จิตวิทยาสำหรับมนุษย์
      พีอาร์ ซาการ์ นักจิตวิทยาและนักการศึกษาผู้ให้กำเนิดจิตวิทยาสำหรับการพัฒนามนุษย์ เขาเชื่อว่ามนุษย์มีความสำคัญ มีคุณค่าเหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น พื้นฐานจิตใจ ใฝ่รู้ มีความต้องการภายในที่จะพัฒนาตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษามีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพแฝงเร้นที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ให้แสดงออกมาให้สูงสุด การที่เรามีปัญหาเกิดความเฉื่อยชา เบื่อหน่าย ไม่อยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป นั้นเนื่องมาจาก ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมและการอบรมสั่งสอนที่ไม่ถูกต้อง และถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก (Subconscious) คือขุมพลังแฝงเร้น เป็นส่วนที่ลี้ลับและแสนจะพิสดารในตัวเรา เป็นที่เก็บพลังพิเศษ เช่น พลังความคิดสร้างสรรค์ พลังการหยั่งรู้ พลังความทรงจำ แต่ที่ประหลาดเราไม่สามารถใช้มันออกมาตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่เราไม่รูตัว ขณะผ่อนคลายสุด ๆ หรือคับขันสุด ๆ หรือขณะดีใจหรือตกใจสุดขีด ขณะอยู่ในภวังค์ หรือขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตใต้สำนึกยังเป็นตัวกำหนดอุปนิสัย บุคลิกภาพ ทัศนคติ ความเชื่อ และค่านิยมของเรา

Food for thought: ผมชอบดูหนัง มากพอๆ กับอ่านหนังสือ แต่กลับไม่ชอบดูทีวี หนังเรื่อง Dr.Jekyll และ Mr.Hyde เป็นเรื่องราวของหมอที่พยายามทดลองใช้สารเคมีเพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากด้านมืดหรือสัญชาตญาณดิบ แต่เมื่อทดลองใช้กับตัวเองเขากลับกลายเป็นคนสองบุคลิกภาพ ตอนกลางวันเป็นหมอรักษาคนป่วย ส่วนด้านมืดหรือสัญชาตญาณดิบจะถูกปลดปล่อยออกในตอนกลางคืนโดยที่เขาไม่สามารถควบคุมมันได้

จิตใจของมนุษย์ซับซ้อน เป็นทั้ง Dr.Jekyll และ Mr.Hyde

   นักจิตวิทยาแต่ละกลุ่มประมาณสัดส่วนของจิตใต้สำนึกและจิตรู้สำนึกไว้แตกต่างกัน อาจจะเป็น 99:1 หรือ 97:3 หรือ 91:9
   คงไม่มีคำตอบที่เป็นตัวเลขแน่นอนตายตัวแต่จากภาพภูเขาน้ำแข็งเราคงประมาณด้วยความรู้สึกได้ว่า จิตใต้สำนึกของเรา จะมีอิทธิพลต่อเรามากเพียงใด

การทำงานของจิตใต้สำนึก

คุณค่าความเป็นมนุษย์คือทางเลือก เมื่อเรามองเด็กคือมนุษย์ที่มีคุณค่าคนหนึ่งสิ่งที่เราควรทำคือ ลดสิ่งเหล่านี้ นี่คือภาพวาดหน้าคนของเด็กชั้นอนุบาล 1 คนหนึ่งวาดได้อย่างภาพทางซ้ายมือ

31 มี.ค. 2555

กาลครั้งหนึ่งทุกสถานที่เคยมีความรัก - นิ้วกลม

การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ
กลุ่มคำสั้นสั้นเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ และเรื่องใกล้เคียง

ความรักที่แท้
ไม่ต้องการความพยายาม
เพื่อจดจำ.

ความรักที่แท้
ต้องการความพยายามอย่างหนัก
เพื่อลืม.

นิ้วกลม
กันยายน ๒๕๕๔

ผมได้รับหนังสือเล่มนี้ในขณะที่ยังมีรัก แล้วก็มาถึงวันหนึ่ง.
วันที่เรามองเห็นโลกและท้องฟ้าเป็นสีนวลใย มองเห็นเพียงใบไม้ที่แห้งเหี่ยวเฉา มองไม่เห็นรอยยิ้มเลย(ทั้งๆ ที่มีคนยิ้มเต็มไปหมด)
พยายามดูและรอค่อยวันที่เห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส เห็นใบไม้เขียวขจี เห็นรอยยิ้มจากผ่องชนที่มีให้อยู่เต็มรายรอบข้าง.
การที่คนไหนมองความรักเป็นสิ่งสวยงาม - การที่อีกคนหนึ่งมองความรักเป็นเรื่องโหดร้าย
แสดงว่า..คนสองคนนี้มีมุมมองความรักที่เหมือนกัน 
เพราะความรักทำให้เราพบเจอความสุขอันยิ่งใหญ่(ในขณะที่เรากำลังมีความรัก) และความรักนั้นยังทำให้เราค้นพบความทุกข์ระทมขมขื่นอย่างยิ่งยวด
การที่คนคนหนึ่งจะมองเห็นมุมมองของความรักนั้น เขาต้องผ่านทั้งความสุข-ความทุกข์ มามากพอๆ กัน คนที่เห็นเพียงความสุข ก็แสดงว่าเขารู้จักที่จะจัดการความรักนั้นอย่างอ่อนโยน ทั้งระหว่างเขาและเธอ
คนที่ค้นพบความทุกข์ แสดงว่าเขาจัดการความรักนั้น ด้วยอารมณ์และเหตุผลที่ไม่ค่อยจะลงตัวกันดีนักระหว่างเขาและเธอ
ความรักจึงเปรียบเสมือนยา ยาที่มีรสหวาน-ยาที่มีรสขม 
ถ้าหากเราไม่หยิบยาขขึ้นมาทาน เราก็จะไม่รู้รสชาติอันน่าจดจำของยางแขนงนั้นเลย จงกล้าที่จะรู้จักความรัก.

ภาคที่หนึ่ง
เวลายิ้มให้เธอ
ฉันยิ้ม
ให้ตัวเองด้วย

เวลารักใคร
เรามักลืมความปลอดภัย
ของตัวเอง

ความรัก
ที่ไม่บอกออกมา
เป็นความรักเช่นกัน

บางครั้ง
ความรักไม่ได้ลงเอยกับคนที่เรารักมากกว่า
แต่ลงเอยกับคนที่ถูกจังหวะเวลามากกว่า

ก่อนที่เธอจะมีเขา
คำว่าเรา
ยังเป็นไปได้

เจียวไข่ยังต้องรอสุก
ปลูกต้นไม้ยังต้องรอดอกไม้บาน
ความรักไย่เร่งรีบนัก

บอกรักใช้เวลาหนึ่งวินาที
การพิสูจน์คำนี้
ใช้เวลาทั้งหมดที่มีหลังจากนั้น

รัก
คือ
อิสระ

ความรักทำให้คนสองคนเจ็บพร้อมกัน
ถ้าคนหนึ่งเจ็บและอีกคนไม่เจ็บ
อาจมีบางคนมิได้รัก

สิ่งที่โหดร้ายกว่าการไม่รัก
คือ
รักไม่จริง
  
บางคนใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น
กลับสำคัญน้อยลง
บางคนใช้เวลาด้วยกันน้อยลง
กลับสำคัญมากขึ้น

หลบหน้า
ง่าย
หลบความรู้สึก
ยาก

เข้าใจกันมากขึ้น
เมื่อเข้าใจว่าเรา
ไม่เข้าใจกัน

ประคับประคองความรักในปัจจุบัน
มิใช่เพราะเห็นอนาคต
แต่เพราะเสียดายอดีต

การคืนดี
มิใช่แค่การกลับไป
ณ จุดที่เราเคยดีต่อกันเท่านั้น
แต่ยังพาเราไปสู่จุดที่เข้าใจกันมากขึ้น

ไม่ว่าภูเขา ดอกไม้ หรือดวงจันทร์
ทุกอย่างนั้นงดงาม
เมื่อระยะห่างกำลังดี


บางคนจองจำตัวเองไว้กับความรัก
บางคนจองจำตัวเองไว้กับ
อิสระ

บางคนเผลอกอดบางคน
ที่ไม่ได้รัก
เพียงเพื่อความอบอุ่น


ฉันเก็บรักษากระดาษแผ่นเล็กเล็ก
ที่มีลายมือเธอ
ราวกับนักโบราณคดีรักษาคัมภีร์โบราณ


รอยยิ้มของเธอ
ที่มอบให้เขา
เพิ่มความเศร้าให้ฉัน


เธอชวนฉันไปเที่ยวดวงจันทร์ด้วยกัน
แล้วทิ้งฉันไว้บนนั้น
เพียงลำพัง


เสียน้ำตาให้เธอน้อยลง
จึงรู้ว่า
ไม่ได้รักเธอเท่าเดิม

ฉันเดินทางมาส่งเธอที่สะพาน
เพื่อข้ามไปพบกับคนที่รอเธออยู่
บนฝั่งนั้น

ทุกการบอกเลิก
จะมีคนหนึ่ง
ที่เสียใจน้อยกว่า


วันสุดท้ายที่สองคนเสียน้ำตา
สวยงามกว่า
เสียน้ำตาเพียงลำพัง


สุนัขคิดว่ามันพลัดหลงกับเจ้าของ
ไม่รู้ตัว
เขาพามันมาทิ้ง


แยกจากกัน
ฉันรู้สึกคล้ายต้นไม้
ที่ถูกแยกจากดิน


เรื่องที่ยาก
คนรักจากไปแล้ว
แต่ความรักมิได้จากไปด้วย


เดียวดายกว่าปกติ
เมื่อรู้สึกแปลกหน้า
กับคนที่สนิทกัน


คิดถึงคน
ที่เขา
ไม่ได้คิดถึงเรา


ทุกคนเคยมีความฝัน
น้อยคน
ยังมีมันอยู่


กังวลว่าจะหลง
เมื่อเดินมาไกลแล้วยังไม่เห็นจุดหมาย
ทั้งที่อาจเดินมาถูกทางแล้ว


แท่นรางวัล
เก้าอี้ประจำตำแหน่ง
เป็นแค่จุดพักระหว่างทางไปสุสาน


ต่อสู้ความไม่รัก
ด้วยความรัก
แพ้


ภาคที่สอง
เมื่อทำในสิ่งที่ชอบ
ไม่ค้องปลอบใจตัวเอง
ให้ชอบในสิ่งที่ทำ

เลือกสิ่งที่เรารัก
อาจจะเสี่ยง
เลือกสิ่งที่เราไม่รัก
ใช่ว่าจะไม่เสี่ยง


อนาคต
จะทำความสะอาดอดีตเอง


เสียดาย
คือความรู้สึก
เมื่อเสียไปแล้ว


ดวงตาของผู้มีความทุกข์
มักมองหาความทุกข์
ในความสุขได้เสมอ


สิ่งที่ไม่ควรคาดหวังที่สุด
คือ
คาดหวังว่าจะไม่ผิดหวัง


ยิ่งพยายามรักกัน
ก็ยิ่งรู้ว่า
เราไม่ได้รักกันแล้ว


สองสิ่งที่ไม่ควรใช้ความพยายาม
พยายามมีความสุข
พยายามรักใครสักคน




18 มี.ค. 2555

ไม่มีหญิงสาวในบทกวี - ซะการีย์ยา อมตยา

กวีรางวัลซีไรต์ ปี 2553 สะท้อนแนวคิดเพื่อการดำรงอยู่
ดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข ไม่มีพรมแดน

ฉันกำลังเดินทางในบทกวี
บทกวีกำลังเดินทางในฉัน
เราต่างมุ่งหน้าสู่ปลายทางเดียวกัน

I AM TRAVELING IN POETRY,
POETRY IS TRAVELING IN ME,
WE ARE HEADING FOR THE SAME DESTINATION.

ซะการีย์ยา อมตยา
ซีไรต์ ปี2553

"ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" ของ ซะการีย์ยา อมตยา เป็นกวีนิพนธ์นำเสนอภาพและแนวคิดเพื่อการดำรงและดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข ที่ผสมผสานวรรณศิลป์ ปรัชญา และศิลปะเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ประกอบด้วยเนื้อหาหลากหลายมิติ ตั้งแต่ปัจเจกบุคคล จนถึงระดับสังคม ไม่ผูกกับยุคสมัย ไม่มีพรมแดน ข้ามมิติเวลา และมิติพื้นที่ มีความลุ่มลึก กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ ขบคิดและคิดต่อ

เพื่อน! หากวันหนึ่งฉันตาย
แก แกจะมาเยี่ยมเยียนฉันไหม
แกจะยังจดจำบทกวีของฉันได้หรือเปล่า
แต่ไม่สำคัญหรอกกว่าแกจะลืมหรือจำ
เพียงแกสำเหนียกว่าฉันได้ตายไปแล้ว
เท่านี้ดวงตาฉันเอ่อล้นด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งแล้ว

    เส้นทางพร่ามัว

บนทางช้างเผือก
หลุมดำปริศนา
   ฝ่าข้ามจักรวาลความฝัน
ข้าปรารถนาฉีกความทรงจำ
จากสมุดบันทึกแห่งกาลเวลา

กล้าไม้ประหลาดสิบสองต้น
ต้องใช้แสงแดดจากดวงอาทิตย์สิบสองดวง
ต้องอาบแสงจันทร์สิบสองดวงในทุกราตรี
แต่ละต้นต้องมีดวงประจำต้นเป็นดาวเหนือสิบสองดวง

โอ รุ่งอรุโณทัย
ของจงประทานปีกแก่ข้า
ให้เป็นเช่นสกุณา
ร่อนเหนือเวหา
ข้ามิปรารถนาเป็นดิน
ที่ได้กลายเป็นดาว
ทาสซึ่งได้กลายเป็นเจ้า

กรงที่กลายเป็นนก
ละเรือนกายอันผุเปื่อย
โลกอันอนิจจัง
โบยบินเหนืออมตกาล
สู่นิรันดร์

กองคาราวานแห่งความเศร้ารอนแรม
พกพาแต่ความเหงาและความเดียวดาย
ดุจความเปล่าเปลี่ยวของกวีผู้สูญเสียคนรัก
บทเพลงแห่งความสุขครั้งหนึ่งเคยบรรเลง
ในดวงใจอันงดงามของเธอผู้เป็นที่รัก
บัดนี้ เหลือเพียงซากเศษของความรักทรหด
ถมทับในจิตวิญญาณอันพิสุทธิ์ของเธอ

ท่ามกลางศิลปะ ฉันคือกองขยะ
ท่ามกลางความศิวิไลซ์ ฉันคืออนารยธรรม
ท่ามกลางการสรรเสริญ ฉันคือการดูแคลน
ท่ามกลางประวัติศาสตร์ ฉันคือผู้ถูกหลงลืม

บทกวีของฉันคงใอใม่ใด้เวลาฉันเจ็บคอ
แต่..แต่ก็คงใม่เป็นใรหรอก
ในเมื่อหัวใจของฉัน ก็ยังคงเป็นหัวใจ
หรือว่าใม่ใช่

ย่ำเท้าไปบนรอยอดีต
รำลึกถึงโศลกรักแสนเศร้า
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นได้เสมอ
การโคจรของลูกแอปเปิ้ล
แรงเหวี่ยงแห่งจักรวาลรัก
ลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนู
และการแตกออกของความคิด!

โอ้ แม่จ๋า
หนูเคยอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน
พระองค์ตรัสว่า พระเจ้าจะทรงเคียงข้างผู้อดทน
แล้วเราจำต้องยอมให้ผู้รุกรานบดขยี้แผ่นดิน
อันเป็นที่รักของเรากระนั้นหรือ
เราต้องอดทนให้ผู้รุกรานยึดครองมาตุภูมิของเราด้วยหรือ


"กวีนิพน์เล่มนี้เป็นบทร้อยกรองอิสระ (free verse) มีความสอดคล้องระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาที่มีความหลากหลาย แม้ไม่มีจังหวะของฉันทลักษณ์ แต่ผู้เขียนสามารถวางจังหวะคำกวีได้อย่างทรงพลัง และสามารถใช้ภาษาที่ทำให้เกิดจินตภาพ มีการสร้างภาพพจน์ที่ลุ่มลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้การอ้างถึง (allusion) และปฏิทรรศน์ (paradox)
กวีนิพนธ์เรื่อง“ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ของ ซะการีย์ยา อมตยา จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2553"


    ซาการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์หนุ่มคนล่าสุด เติบโตที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมตีนเขาบูโด สนใจศึกษางานเขียนของกวีต่างประเทศ เคยมีผลงานแปลใน “จุดประกายวรรณกรรม-หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ” และ “ปาจารยสาร” มีผลงานบทกวีตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารป็นครั้งคราว ออกเดินทางอ่านบทกวีร่วมกับผองเพื่อนและนอกเหนืออื่นใดยังฝันที่จะถ่ายทอด เรื่องราวแผ่นดินเกิดผ่านตัวอักษรเหมือนนิทานที่เขาเคยฟังในวัยเยาว์ นอกจากเขียนและแปลบทกวีแล้ว ซะการีย์ยายังเป็นเวบมาสเตอร์และผู้ก่อตั้งเวบไซต์ <http://www.thaipoetsociety.com> เพื่อเป็นสาธารณรัฐกวีนิพนธ์หรือชุมชนทางเลือกสำหรับผู้นิยมชมชอบงานเขียนกวี และยังจัดกิจกรรมส่งเสริมกวีนิพนธ์อีกด้วย

15 มี.ค. 2555

สองปีกของความฝัน - วินทร์ เลียววาริณ

แด่.. สองปีกของทุกคนที่ยังมีความฝัน

หากความฝันเป็นนกตัวหนึ่ง เครื่องมือในการนำความฝันข้ามกำแพงก็คือ 'ความฝัน'
  มนุษย์ผู้มีความฝัน สองฝันก็คือต้นทุนของความฝัน
คือความอุตสาหะ คือความพยายาม คือหยาดเหงือ
สองปีกใหญ่หรือเล็กขึ้นกับขนาดของความฝัน ฝันยิ่งใหญ่ ขนาดของปีกยิ่งแผ่กว้าง
ยิ่งต้องลมแรงมาก กำแพงยิ่งสูง ยิ่งต้องออกแรงมากขึ้น

วินทร์ เลียววาริณ
มกราคม 2553 / กุมภาพันธ์ 2554

เป็นหนังสือที่แสนดีอีก 1 เล่ม ของนักเขียนในดวงใจคุณอาวินทร์
ถ้าเป็นหนังสือชุดเสริมกำลังใจ ผมจะหาซื้อมารวบรวมไว้ให้ครบทุกชุดและแบ่งปันแนะนำให้คนที่สนใจ มาหยิบยืมไปอ่านและให้ยืมๆๆ ต่อๆ กันไปเรื่อย ถ้าหากใครต้องการผมก็จะให้ เพราะหนังสือทุกเล่มมันมีคุณค่าในตัวของมันอยู่แล้ว
   หนังสือ 1 เล่ม ถึงจะมีเพียงประโยคเดียวดลใจเราได้ หนังสือเล่มนั้นก็จะเป็นสุดยอดหนังสือดีๆ อีก 1 เล่ม ในดวงใจของผมเช่นกัน.

รวมทุกประโยคที่มีความหมายที่ผมประทับใจจากหนังสือเล่มนี้ครับ..
ไม่มีดอกไม้งดงามใดซึ่งเกิดมาโดยไม่ต้องผ่าน
แดดร้อน ดินสกปรก เหงื่อไคล แมลงรบกวน
มากคนมากความ : มนุษย์เราเกิดมาพร้อมสมองที่ทำงานได้หลายชนิด ลักษณะของสังคมบีบให้เราต้องเลือกเอาว่าจะใช้สมองไปในทางใด ถ้าเลือกเป็นหมอก็ห้ามเป็นวิศวกร ถ้าเลือกเป็นศิลปินก็ห้ามเป็นทนายความ ฯลฯ การทำงานอย่างเดียวไปตลอดชีวิต ดูหนังประเภทเดียว กินอาหารแบบเดียว ฯลฯ อาจทำให้แผ่นเสียงชีวิตตกร่องได้ง่าย เพราะเราทุกคนถูกสร้างมาให้ทำอะไรก็ได้ ดังนั้นใช้ชีวิตให้หลากหลาย ไม่ต้องเกรงใจมัน
มองกว้างมองไกล : ไม่ว่าจะทำงานเล็กหรืองานใหญ่ ก็ต้องมองภาพกว้าง การมองภาพกว้างต้องใช้ทั้งสมองและหัวใจ ใช้สมองคือมีวิสัยทัศน์ ซึ่งมาจากการเปิดหูเปิดตาตลอดเวลา กล้ามองมุมต่าง ไม่ตกอยู่ในกรอบความคิดใดจนดิ้นไม่หลุด , ใช้หัวใจคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และไม่เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว เมื่อรู้จักมองกว้างมองไกล ก็เท่ากับเป็นการทำหมันปัญหาตั้งแต่มันยังไม่เกิด
เล่นให้จบเกม : ทุกอาชีพมีภาระของความรับผิดชอบ อาจจะจัดว่าเป็นจรรยาบรรณอย่างหนึ่ง ทนายความว่าความจนคดีถึงที่สุด หมอรักษาคนไข้คนจนหายหรือตาย ผู้รับเหมาก่อสร้างสร้างบ้านลูกค้าจนเสร็จ ไม่ทิ้งงานกลางคัน คำว่า 'ความรับผิดชอบ' นี่แหละที่แยกแยะมืออาชีพออกจากมืออ่อนหัด จำแนกคนที่มีวุฒิภาวะออกจากคนที่ไม่รู้จักโต
ใจสู้ชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เครื่องมือ : เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ทันสมัย แต่หากใช้ผิดสถานการณ์ก็ไร้ประโยชน์ บางครั้งอาจทำให้เสียลูกค้าไปโดยไม่รู้ตัว หลายองค์กรเห็นว่าเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาแล้วก็ต้องใช้เพื่อความทันสมัย แต่เทคโนโลยีก็ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ บางครั้งในองค์กรที่ต้องเน้นบริการ การใช้คนอาจดีกว่าการใช้เครื่องจักร ใช้คนให้ถูกงาน ใช้เครื่องมือให้ถูกงาน อย่ายึดติดที่เครื่องมือ
ออมสินเวลา :  เพียงรู้จักประหยัดเวลา เก็บเกี่ยวมันเพิ่มจากช่วงยามที่ผ่านไปอย่างไร้ค่า ก็อาจเพิ่มจำนวนชั่วโมงแก่ชีวิตได้อีก เพียงวันละสิบนาทีก็ได้เวลา 'สร้างความแตกต่าง' ในชีวิตเพิ่มมาอีกถึงสองพันกว่าชั่วโมง และมากกว่านี้อีกหลายเท่าหากรู้จักเก็บเวลาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใส่กระปุก ออมสินแห่งชีวิต เลิกเสียเวลาไปกับเรื่องขยะ เช่นนินทา บ่น ด่า โทรศัพท์คุยเล่น ท่องเน็ตขยะ แค่ลดละเลิกเวลาพวกนี้ลงบ้างก็ได้เวลามาเยอะแยะ
ความบังเอิญที่น่ารื่นรมย์ :  โลกนี้เต็มไปด้วยของดีที่มากับความบังเอิญ แต่มันจะไม่มีวันกลายเป็นลูกฟลุกที่น่ารื่นรมย์หากไม่มีใครมองเห็น หรือไม่พร้อมเปิดรับหนทางใหม่ที่นำไปสู่นวัตกรรม 'ความบังเอิญที่น่ารื่นรมย์' ในสายตาของคนที่มองไม่เห็นอาจเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น

    หลายความฝันยิ่งใหญ่ของมนุษย์เราเป็นสิ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างฝันที่กลายเป็นจริงกับฝันที่ยังคงเป็นฝัน ก็คือเครื่องมือในการนำพาความฝันนั้นไป หากความฝันเป็นนกตัวหนึ่ง เครื่องมือในการนำความฝันข้ามอุปสรรคก็คือสองปีก มันคือหยาดเหงื่อคือความพยายาม สองปีกใหญ่หรือเล็กขึ้นกับขนาดของความฝัน ฝันยิ่งใหญ่ ขนาดของปีกก็ยิ่งแผ่กว้าง ยิ่งต้องลงแรงมาก กำแพงอุปสรรคยิ่งสูง ยิ่งต้องออกแรงมากขึ้น
    เราต้องออกแบบปีกของความฝันของเราเอง ต้องรู้จักจุดอ่อนของตนเองและมีทัศนคติในการมองที่กว้างกว่าคนอื่น เมื่อมองปัญหาด้วยมุมมองแค่ 'กว้าง x ยาว' ก็จะได้คำตอบแบบ 'กว้าง x ยาว' แต่หากเพิ่ม 'มิติ' ของการมองเป็น 'กว้าง x ยาว x ลึก' ก็จะได้ทางเลือกของการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่งทันที และหากเพิ่มมิติการมองอีก ก็ยิ่งเพิ่มทางเลือกขึ้นมาอีกดังนี้เรื่อยๆ นี่เองที่ทำให้การคิดนอกกรอบเป็นเครื่องมือที่จำเป็น
แต่ขนาดปีกและ มุมมองยังไม่พอ จำต้องมีแรงใจที่จะกระพือปีกข้ามอุปสรรคไปได้ด้วยบางคนมีสองปีกแข็งแรง แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะถอดใจเสียก่อน อาจหยุดพักเมื่อเหนื่อย แต่ไม่หยุดกระพือจนกว่าจะถึงจุดหมาย

แวะเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ ได้ที่
winbookclub.com