19 ก.พ. 2555

ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ : สรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง 56" (Teach Like Your Hairs’ on Fire: The Mehods and Madness inside Room 56 ) - รูเรฟ เอสควิท

หนังสือครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ : สรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง 56 (Teach Like Your Hairs’ on Fire: The Mehods and Madness inside Room 56 ) เล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ครูเพื่อศิษย์ชาวอเมริกัน เรฟ เอสควิท(Rafe Esquith)

ในฐานะครูประจำชั้นประถม 5 ของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งกลางนครลอสแอนเจลีส ที่ซึ่งเขาสอนเด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพยากจนให้รู้จักบทละครเชกสเปียร์ เล่นดนตรีของวีวัลดี(Vivaldi) และร็อกแอนด์โรล ควบคู่ไปกับการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ อย่างเข้มข้น จนเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้
แต่สิ่งที่ครูเรฟให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การปลูกฝังเด็กๆ ให้เติบโตเป็นคนดีมีคุณธรรม

เรฟ เอสควิท เล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เขาไม่เพียงแนะเทคนิคที่เขาพบว่าใช้ได้ผลดีในการอบรมเด็กๆ สำหรับครูและพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจแก่เพื่อนร่วมอาชีพให้มีศรัทธาในสิ่งที่พวกเขากำลังทำในฐานะครู นั่นคือการสร้างคนดีมีคุณภาพให้แก่สังคม

 
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้นำหลักการคิดของ เรฟ เอสควิท (Rafe Esquith) ครูประถมในสหรัฐอมริกามาประยุกต์ให้เห็นบทบาทและภาพที่ชัดของครูสอนดีไว้ 6 ประการด้วยกัน
ประการแรก หากครูต้องการให้เด็กขยัน เอาจริงเอาจังและตั้งใจเรียน ครูต้องทำให้เห็นว่าครูก็ขยัน เอาจริงเอาจังและตั้งใจสอนไม่ต่างกัน
ประการที่ 2 การสอบสำคัญก็จริง แต่ไม่สำคัญเท่ากับการที่ช่วยเด็กให้เติบโตเป็นคนที่เข้มแข็งและมีคุณค่า
ประการที่ 3 การเรียนการสอนต้องเป็นแบบบูรณาการทักษะต่างๆ ต้องเป็นประโยชน์ในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อคะแนนสอบ
ประการ่ที่ 4 เด็กๆ จะกลายเป็นนักอ่านตลอดชีวิต หากเขาได้อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เขาร้องไห้หรือหัวเราะไปกับตัวละครได้
ประการที่ 5 ศิลปะแทบทุกแขนงเป็นเครื่องมือวิเศษในการสอนเด็กๆ ศิลปะเปิดโอกาสให้เด็กๆ รักษาความเป็นตัวของตัวเองในท่ามกลางสังคมที่สนใจแต่มาตรฐาน
ประการที่ 6 การสอนเปรียบเสมือนเป็นการเดินทางไกลที่ทรหดและยาวนาน แต่อย่าท้อถอยหรือล้มเลิกง่ายๆ ไม่มีทางลัดใดๆ (There Are No Shortcuts) ในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ


เรฟ เอสควิท คือ ครูประถมศึกษาโฮบาร์ตในสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในสหรัฐอเมริกา เขาปฏิเสธงานที่เสนอเงินเดือนมากกว่าถึงสี่เท่า เพียงเพื่อจะได้อยู่ในที่ๆ เด็กๆ ต้องการเขาสิ่งที่ได้พบเห็นในโรงเรียนแห่งนี้ทำให้ครูเรฟสะเทือนใจอย่างมาก
เด็กร้อยละ 90 มาจากครอบครัวผู้อพยพเชื้อสายลาตินและเกาหลี มีความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับความยากจนและไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ อาศัยในย่านเสื่อมโทรม ที่เด็กสิบขวบบางคนพกอาวุธปืนมาโรงเรียน ส่วนแก๊งอันธพาลและยาเสพติดเป็นเรื่องที่พบเห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิต
เด็กที่จบจากชั้นประถมเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่อาจจะได้เรียนต่อจนจบมัธยมปลาย
"ผมทำใจไม่ได้ที่พบว่า ดินแดนที่เราเชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความเสมอภาคนี้ ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น" ด้วยเหตุนี้ "ผมจึงทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันอย่างที่ รัฐธรรมนูญของเราให้คำมั่นไว้"
ในหนึ่งวันของครูเรฟยาวนานกว่าของครูคนอื่นๆ เขาเริ่มสอนตั้งแต่ 06:30 น. และสอนไม่หยุดจนกระทั่งเวลา 5 หรือ 6 โมงเย็น เด็กๆ ของครูเรฟก็เช่นเดียวกัน พวกเขาทำงานหนัก หลายคนสมัครใจมาเรียนก่อนนักเรียนห้องอื่นๆ ในโรงเรียนถึงสองชั่วโมง
พวกเขาเต็มใจที่จะมาเรียนแต่เช้า ฝึกซ้อมระหว่างเวลาหยุดพักทำงานอยู่จนเย็นและมาโรงเรียนในวันนหยุด โดยยอมแลกกับเวลาดูทีวีและเล่นนวิดีโอเกมตามที่สัญญาไว้กับครู
การที่ครูเรฟใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ มากกว่าชั่วโมงเรียนตามปกติทำให้เขาขาสอนวิชาต่างๆ ที่จะต้องมีการการทดสอบมาตรฐานและสอนสิ่งที่เขารักเป็นเป็นชีวิตจิตใจ เชกสเปียร์, มาร์ก ทเวน และเบสบอล ควบคู่กันไปอย่างได้ผล
เขามีปรัชญาการสอนที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กและการให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ครูเรฟคิดค้นแนวการเรียนการสอนแบบใหม่ว่า ห้องเรียนต้องเป็นที่ๆ เด็กได้เรียนรู้และสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน
ความตั้งใจจริงกับการเรียนรู้ความต้องการของเด็กนำมาประยุกต์การเรียนสอนในแบบฉบับของตัวเอง ทำให้ลูกศิษย์ของครูเรฟเป็นนักอ่านตัวยง พวกเขารักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาอ่านวรรณกรรมชั้นยอดปีละหลายสิบเล่ม พวกเขาไม่เพียงอ่านบทละครของเชกสเปียร์ แต่ยังสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง
เด็กนักเรียนของครูเรฟหรือคณะละครเชกสเปียร์แห่งโฮบาร์ตตามที่คนทั่วไปรู้จัก จะฝึกซ้อมอย่างหนักนานหลายเดือนก่อนเปิดการแสดงในเดือนมิถุนายนของทุกปี คณะละครน้อยนี้ไม่เพียงแต่โด่งดังไปทั่วประเทศ แต่มีชื่อเสียงไปถึงยุโรป รู้จักในนามละครเชกสเปียร์แต่ละเรื่องที่ห้อง 56

ตัวอย่างการเรียนการสอนของครูเรฟและนักเรียน..
ความล้มเหลวเป็นเรื่องดี
 เมื่อ 2-3 ปีก่อน กลุ่มครูหนุ่มสาวจากโรงเรียนในการกำกับของรัญ(charter school) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการแห่งหนึ่งมาใช้เวลาทั้งวันที่ห้อง 56 ครูเหล่านี้ยอดเยี่ยมมากพวกเขาทั้งกระตือรือร้น ฉลาด และเอาใขใส่ อย่างไรก็ได้ ผมสังเกตเห็นว่าแนวทางการสอนของพวกเขามีข้อผิดพลาดที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง พวกเขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกดีกับตัวเองเสียจน ไม่ยอมให้นักเรียนตอบผิดหรือรับผิดชอบอะไรเลย
สัปดาห์นั้นเราทำจรวดกัน นักเรียนของผมทำงานเป็นกลุ่มๆ ละ 4 คน แต่ละกลุ่มทำจรวดโมเดลแบบไวกิง คู่มือ และวัสดุใช้ในการประกอบจรวด สิ่งที่ท้าทายสำหรับแต่ละทีมคือ การวัดขนาด วางแผน และประกอบจรวดอย่างถูกต้องแม่นยำ มีกลุ่มหนึ่งที่พยายามมากแต่ผิดพลาดในการจัดวางหัวจรวด ครู 2-3 คนคอยเข้าไปช่วยเด็ก เพื่อแสดงให้ดูว่าจะประกอบจรวดอย่างไรให้ถูกต้อง มีหลายครั้งทีเดียวที่ผมต้องขอร้องอย่างสุภาพแต่หนักแน่นให้อาคันตุกะเหล่า นั้นปล่อยให้เด็กทำเอง
 ครู:  (กระซิบ) คุณไม่เข้าใจ เรฟ เด็กทำไม่ถูก
เรฟ: ผมเข้าใจ
 ครู:  ปีกมันบิดนะ
เรฟ: ใช่
 ครู:  ปุ่มปล่อยจรวด ก็ติดกาวใกล้ส่วนหัวเกินไป
เรฟ: ใช่
 ครู:  จรวดมันยิงไม่ขึ้นน่ะสิ
เรฟ: ที่แรกก็งี้แหละ...
 ครู:  แต่....
เรฟ: แล้วในกลุ่มเขาก็จะคิดค้นกันเองแหละว่าทำไมจรวดมันถึงไม่ขึ้น เด็กๆ จะกลับมาที่ห้องแล้วช่วยกันขบคิด นี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำตลอดเวลา
เป็นเรื่องราวสำคัญที่ต้องจำไว้ว่า ครูอย่างเราให้คำจำกัดความคำว่า ล้มเหลว ต่างกันออกไปในห้องเรียน 56 จรวดที่บินไม่ขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลว ความล้มเหลวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเด็กนักเรียนละความพยายามที่จะแก้ปัญหา มันอาจจะแก้ได้ใน 5 นาที หรืออาจใช้เวลา 2 เดือน อย่างในกรณีที่นักเรียนของผมพยายามสร้างรถไฟเหาะขนาดยักษ์ แต่ไม่สามารถสร้างทางโค้งที่มีแรงสู่ศูนย์กลางมากพอจะทำให้รถเคลื่อนไปตามรางอย่างปลอดภัยได้ แต่สองเดือนของการทดลองที่ล้มเหลวกลับเป็นเวลาที่เด็กๆ ได้อัศจรรย์ใจและสนุกตื่นเต้นกับวิทยาศาสตร์มากที่สุดในปีนั้นและเมื่อรถไฟ เหาะใช้การได้ในที่สุด เด็กๆ ก็พูดได้เต็มปากว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง พวกเขาเข้าใจฟิสิกส์ของรถไฟเหาะ ผมสอนได้ดีที่สุดในช่วงสองเดือนนั้นด้วยการเย็บปากตัวเองสนิทและปล่อยให้เด็กๆ ทำเอง

สอนคณิตฯ (ทักษะในการทำข้อสอบ)
ไม่มีใครอยากดูโง่ ทุกคนชอบความรู้สึกว่าตนฉลาด เช่นเดียวกัน แต่ละวันในชั่วโมงคณิตศาสตร์ ผมจะคิดเวลาที่เด็กๆ จะชอบมากเพียงเพราะเหตุผลที่ว่านี้ หลังจากที่เราเล่นเกมคณิตคิดในใจหรืออาจจะเล่นเกมบัซซ์ไปสักรอบแล้ว เราจะเริ่มทำโจทย์ทักษะแบบใดแบบหนึ่งสำหรับคาบนั้น ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ง่ายๆ อย่างการบวก หรือซับซ้อนอย่างพีชคณิต ผมมักจะสอนทักษะก่อนแล้วให้เด็กลองพยายามทำโจทย์เองสัก 10-15 ข้อ สมมุติว่าผมสอนเรื่องการบวก ก่อนที่ผมจะให้โจทย์เด็ก ผมจะเขียนโจทย์อีกข้อหนึ่งบนกระดาน
63 +
28
ก.
ข.
ค.
ง.

เรฟ:   เอาละนักเรียนทุกคน สมมุติว่านี่เป็นแบบทดสอบสแตนฟอร์ด 9 ซึ่งเราทุกคนต่างรู้ดีว่ามันจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเธอไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสำเร็จ และจำนวนเงินฝากในธนาคารของพวกเธอ(เด็กหัวเราะคิกคัก) ใครตอบได้บ้าง?
ทุกคน:  91
เรฟ:  ดีมาก ลองเอาเลข 91 มาวางไว้ข้างข้อ ค. ใครอยากจะบอกครูบ้างว่าข้อ ก. จะเป็นตัวอะไรดี?
ไอเซล:  35
เรฟ:  เยี่ยมมาก!  ทำไมต้องเป็น  35  ล่ะไอเซล?
ไอเซล:  สำหรับเด็กเอาไปลบแทนที่จะเอาไปบวก
เรฟ:  ใช่แล้ว ใครมีคำตอบที่ผิดสำหรับข้อ ข. บ้าง?
เควิน:  81 ครับ  สำหรับคนที่ลืมทดเลข
เรฟ: ถูกต้องอีกแล้ว  ดูซิว่าครูมีนักสืบหัวเห็ดที่สามารถหาคำตอบข้อ ง.  ได้ไหม?
พลอ:  811 เป็นไงครับ สำหรับเด็กที่บวกอย่างเดียวโดยไม่ทด
เวลาเด็กห้อง 56 ทำข้อสอบแบบมีตัวเลือก ถ้ามีโจทย์ปัญหาอยู่ 20 ข้อ พวกเขาจะมองมันเป็นโจทย์ปัญหาที่มี 80 ข้อ หน้าที่ของพวกเขาคือค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง 20 ข้อ และคำตอบที่ไม่ถูกอีก 60 ข้อ มันน่าขำสุดๆ เวลาได้ยินเสียงเด็กๆ ที่กำลังทำแบบทดสอบข้อสอบมาตรฐานคณิตศาสตร์อยู่ในห้อง เสียงที่ได้ยินบ่อยที่สุดจะเป็นเสียงหัวเราะคิดคักเบาๆ เมื่อเด็กๆ จับผิดอะไรได้บางอย่าง
เด็กๆ ชอบเอาชนะข้อสอบ จึงอดหัวเราะชอบใจไม่ได้เมื่อหากับดักเจออันแล้วอันเล่า

จึงไม่น่าแปลกใจที่ เรฟ เอสควิทได้รับการยกย่องและรางวัลมากมาย อาทิ
- Disney National Outstanding Teacher of the Year Award
- รางวัล Sigma Beta Delta Fellowship จากมหาวิทยาลัย John Hopkins
- รางวัล "Use Your Life Award" เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากโอปราห์ วินฟรีย์
- รางวัล "As You Grow Award" จากนิตยสนิตยสาร,
- Parents Mag-zine zine เหรียญเชิดชูเกียรติ
- National Medal of Arts Natio และเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระราชินีนาถจากเอลิซาเบธที่ 2


นอกจากนี้เขายังได้เขียนหนังสือเรื่อง "Teach Like Yo Your Hairs on Fire" หนังสือที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ยกให้เป็นหนังสือที่ปลุกกระแสการ "ปฏิรูปวิธีการจัดการศึกษาของเด็ก ๆ ในอเมริกา" และ bestseller วิธีการจัดการศึกษาของเด็ก ๆ ในปี 2007

คำนิยมท้ายเล่ม..

"หนังสือเล่มนี้เขียนเล่าเรื่อง(storytelling) จึงมีพลังมาก เป็นหนังสือว่าด้วยวิธีการและศิลปะในการจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างลึกและเชื่อมโยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียนจากการลงมือฝึก"
ศาสตราจารย์ นพ. วิจารณ์ พานิช

"(หนังสือเล่มนี้) คือ ตัวจุดประกายแรงใจเพื่อเอาชนะหลากหลายปัญหาของครูโดยแท้ ครูที่หมดไฟ หมดกำลังใจ มองไม่เห็นทางสู้ปัญหา ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้"
ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ

"ความมุ่งมั่นเพียรพยายามของครูคนหนึ่งที่จะเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนานักเรียนอย่างจริงจัง การให้ความสำคัญและยึกมั่นในหลักการที่ว่านักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ต่างหากที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด"
ศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล

"ครูเรฟ เอสควิท มีวิธีการเขียนที่น่าสนใจติดตาม มีวิธีสอนที่ลึกซึ้ง มีเทคนิคใหม่ๆ ที่น่านำมาปรับปรุงใช้กับบริบทของไทย"
มานิจ สุขสมจิตร 

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้ผมรู้จักความเป็นครูดียิ่งขึ้นมาอีก การเป็นครูไม่ได้สอนเพียงความรู้ให้กับลูกศิษย์เท่านั้น การสอนคนให้เป็นคนนั้นมีคุณค่ายิ่งเสียกว่าอีก สอนให้ลูกศิษย์เป็นคนที่มีคุณภาพและพร้อมด้วยคุณธรรม มีความเมตตาสงสาร เห็นคุณค่าและการเชื่อมโยงของทุกๆ สรรพสิ่งในอนาคตภายภาคหน้า ช่วยพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ นั่นคือ "ครูเพื่อศิษย์" ที่แท้จริง

4 ก.พ. 2555

ความฝันของความฝัน(DREAM for DREAM) - ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง

มีคนมากมายที่มี ความฝัน
แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสร้าง ความฝัน
ให้เป็น ความจริง ขึ้นมาได้

มนุษย์เราสามารถใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จโดยการมีความคิดที่ถูกต้องและการทำที่ถูกต้อง แต่มีคนมากมายที่มีความฝันและต้องการเดินไปสู่จุดหมายที่เราเรียกว่า "ความสำเร็จในชีวิต"
เราเลือกที่จะอยู่ด้วยความเชื่อที่ผิดทุกอย่างและรอให้ฟ้าประทานความสำเร็จมา ให้เราหรือเราเลือกที่จะเดินหน้าทำความฝันของเราให้มันเป็นจริงขึ้นมาด้วยมือของเราเอง

คำนำสำนักพิมพ์
ธ.ค. 52

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รักที่จะมีความฝัน ความฝันที่ตัวเองเชื่อและศรัทธาในความฝันของตัวผมเอง ผมประทับใจหนังสือเล่มนี้มาก เพราะผมเปิดไปเจอประโยคนี้ 'เรื่องราวของมนุษย์ที่มีความรักและต้องการสร้างความฝันให้เป็นความจริง ความฝันจุดเล็กๆ ที่สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มีคนมากมายที่มีความฝัน แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำให้เป็นความจริง! เข้าใจและเข้าถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์และความฝัน'
บางคนกำลังคิด บางคนกำลังฝัน แต่บางคนกำลังเริ่มลงมือทำ
   หนังสือเล่มนี้ได้แบ่งออกเป็นตอนๆ และในแต่ละตอนก็จะมีบทเรียนต่างๆ เขียนฝากไว้ให้ผู้อ่านได้อ่านเก็บมาคิดตาม ปรับใช้ในความฝันของตัวเราเองครับ

1. จุดเริ่มต้นของความฝันเล็กๆ
2. ความฝันของเด็กน้อย
บทเรียนที่ 1 : มนุษย์ทุกคนมีความฝัน แต่มีมนุษย์น้อยคนนักที่สามารถสร้างความฝันให้เป็นความจริงได้
บทเรียน ที่ 2 : มนุษย์บางคนล้มเลิกความฝันง่ายๆ บางคนล้มเลิกตั้งแต่มีความฝัน คนที่ล้มเลิกตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางตามความฝันมักจะไม่พบเจอกับความฝันอีก เพราะคนล้มเหลวมักจะล้มเลิก และคนที่ล้มเลิกก็มักจะล้มเหลว
บทเรียน ที่ 3 : มนุษย์มากมายเกิดมาพร้อมความฝัน แต่มีมนุษย์น้อยคนที่สามารถสร้างความฝันให้กลายเป็นความจริง การสร้างความฝันให้เป็นความจริงนั้น มีวิธีการในรูปแบบของมันเอง คนบางคนไม่เข้าใจถึงวิธีการนั้น ก็ไม่สามารถสร้างฝันให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ แม้บางคนจะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ตาม คนบางคนเข้าใจผิดคิดว่าจะต้องใช้เวลามากจึงจะทำสำเร็จ แท้จริงมันไม่เกี่ยวกับการใช้เวลาเร็วหรือช้า มันขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลานั้นเป็นหรือไม่เท่านั้นเอง คนที่สร้างฝันสำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้นั้น เขามักจะทำเวลาเป็นปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง
บทเรียนที่ 4 : มนุษย์ที่ยังเป็นเด็กมักจะมีความฝันเล็กๆ มากมาย เมื่อพบเห็นสิ่งใดสวยงาม ถูกใจ ก็มักจะเก็บนำมาเป็นนำมาเป็นความฝันของตน และเมื่อเด็กเหล่านั้นโตขึ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่สามารถพัฒนาความฝันเหล่านั้นให้เติบใหญ่ และเป็นความจริงขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะเด็กหลายคนไม่กล้าที่จะฝันต่อไป เพราะความผิดหวัง เด็กหลายคนโตขึ้นมาแล้วก็ลืมมันไปว่าความฝันของตัวเองคืออะไร เด็กหลายคนถูกใส่ความคิดลบมาจากพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว เพราะผู้ปกครองมักบอกอยู่เสมอว่า "ลูกทำไม่ได้หรอก", "ลูกอย่าทำเลย", "มันยากเกินไป สำหรับเรา", "เราเกิดมาจน เราต้องเป็นอย่างนั้น" และความคิดลบเหล่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวที่สมบูรณ์ที่สุด
3. การเดินทางของหนูน้อย
บทเรียนที่ 5 : มนุษย์จะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากความคิดก่อน แล้วเมื่อการเริ่มต้นจากความคิดที่ถูกต้องแล้วจะทำให้เราเดินไม่หลงทาง มนุษย์มากมายยังไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง มนุษย์มากมายล้มเหลว เพราะเริ่มต้นคิดผิดๆ มนูษย์มากมายล้มเหลว เพราะไม่รู้ว่าวิธีคิดที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร มนุษย์มากมายล้มเหลวเพราะเริ่มด้วยการคิดผิดและการทำผิด นอกจากการเริ่มต้นจากความคิดที่ถูกต้องแล้ว การกระทำที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องใน การดำเนินชีวิต
บทเรียนที่ 6 : สิ่งที่ยากที่สุดของมนุษย์ คือ การตัดสินใจ, สิ่งที่ง่ายที่สุดของมนุษย์ ก็คือ การตัดสินใจ
บทเรียนที่ 7 : การตัดสินใจที่ถูกต้องนั้นสามารถฝึกฝนได้ โดยการเริ่มต้นฝึกจากการตัดสินใจจากเรื่องเล็กๆ ก่อน และการตัดสินใจที่ดีที่สุดจะต้องเริ่มต้นจากความคิดที่ถูกต้องที่สุดก่อน
บทเรียนที่ 8 : ความคิดที่ถูกต้องที่สุดก็มักจะเกิดจากการสะสมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมากมาย มีทั้งดีบ้าง และไม่ดีบ้าง ปะปนกันไป และเมื่อสะสมประสบการณ์มากเพียงพอ มนุษย์บางคนก็จะเกิดการเรียนรู้ถึงสัจธรรมที่แท้จริง
บทเรียนที่ 9 : สัจ คือ ความจริง, ธรรม คือ ธรรมชาติ, สัจธรรม คือ ความจริงของธรรมชาติ ที่มนุษย์ควรจะเข้าใจมัน เพราะเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นธรรมชาติตลอดชีวิต, มนุษย์คนใดที่เข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติมากที่สุด มนุษย์คนนั้นจะกลายเป็นมนุษย์คนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บทเรียนที่ 10 : สัจธรรมที่แท้จริง มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มองโลกด้วยใจเท่านั้น
บทเรียนที่ 11 : มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะมองโลกด้วยตา ดังนั้นจึงมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถค้นพบสัจธรรมที่แท้จริง
บทเรียนที่ 12 : มนุษย์ทุกคนสามารถค้นพบสัจธรรมที่แท้จริง ทั้งๆ ที่มันอยู่รอบๆ ตัวเรามาตั้งนานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่เข้าใจมันเท่านั้นเอง
บทเรียนที่ 13 : มนุษย์มากมายต้องการมีความสุข แต่ความสุขนั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ค้นพบสัจธรรมที่แท้จริงเท่านั้น
4. อาจารย์โจดัม แห่งสำนักดรีมคัมทรู
บทเรียนที่ 14 : คนล้มเลิกมักจะหาเหตุผลมากมายมาสนับสนุนความล้มเหลว และพยายามทำให้ตัวเองเชื่ออย่างนั้น พวกเขาจะปลูกฝังมันลงไปในจิตใต้สำนึกกับเหตุผลที่พวกเขาทำมันไม่ได้ แล้วพวกเขากก็สามารถทำสำเร็จในการเริ่มต้นของความคิดที่ล้มเหลว เมื่อพวกเขายอมรับความพ่ายแพ้ในตัวเองได้ในครั้งแรก พวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งถัดมาได้อย่างดี โดยไม่ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย เมื่อพ่ายแพ้บ่อยๆ เข้า พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่มีความคิดลบ นานวันเข้าพวกเขาก็จะกลายเป็นคนแพร่เชื้อโรคความคิดลบให้กับทุกคนที่อยู่ใกล้
บทเรียนที่ 15 : คนที่ทำได้มีคนเพียง 1 คน จากทั้งหมด 1,000,000 คน คนคนนั้นจะต้องมีความมุ่งมั่นเหนือคนทั้งหมด เพราะความมุ่งมั่นธรรมดาๆ ก็เพียงความมุ่งมั่นทั่วๆ ไปเท่านั้น ถ้าใครต้องการความสำเร็จที่เหนือคนอื่นๆ ก็จะต้องมุ่งมั่นให้มากกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด
บทเรียนที่ 16 : มีคนเพียง 1 คน จากทั้งหมด 1,000,000 คน ที่สามารถสร้างความฝันให้เป็นความจริงได้ ส่วนคนที่เหลืออีก 999,999 คน ไม่สามารถสร้างความฝันให้เป็นความจริงได้ พวกเขาจะเสียชีวิตไปพร้อมกับความฝันของพวกเขาที่ยังคั่งค้างอยู่ในใจ
บทเรียนที่ 17 : ความสำเร็จไม่มีขาย ถ้ามนุษย์คนใดต้องการความสำเร็จ มนุษย์คนนั้นต้องใช้ความพยายาม ความรู้ ความสามารถ หาวิธีการสร้างความสำเร็จของตนให้เจอ
บทเรียนที่ 18 : ความสำเร็จของมนุษย์แต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ความสำเร็จล้วนเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลเป็นของส่วนตัว เป็นของใครของมันไม่ซ้ำกันและเลียนแบบกันไม่ได้
5. บันไดขั้นแรงของความสำเร็จ
บทเรียนที่ 19 : การที่มนุษย์ต้องการสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นความจริงขึ้นมาทุกคนจะต้อง ผ่านบันไดขั้นแรกเสมอ เราจะต้องปีนบันได้ขึ้นไปถึงขั้นสูงสุดในชีวิตให้ได้ เพราะถ้าเราคิดว่าเส้นทางนั้น คือ จุดหมายที่เราฝันไว้เราจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว
6. เป้าหมายชีวิต
บทเรียนที่ 20 : สำหรับคนที่มุ่งมั่นแล้วความฝันกับเป้าหมายทั้งสองสิ่งนี้ไม่แตกต่างกัน เพราะเขาจะลงมือทำทุกอย่างให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมา แต่สำหรับบางคนแล้วความฝันมักจะกลายเป็นแค่ความฝัน มันเป็นสิ่งที่พวกเขานึกขึ้นมาเท่านั้น พวกเขาเพียงแต่นึกขึ้นมาหรือนึกต้องการจะมีเหมือนอย่างที่คนอื่นเขามีกัน แต่พวกเขาไม่เคยลงมือทำเลยสักครั้งเดียว นั่นคือ..สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนมุ่งมั่นกับคนเพ้อฝัน สิ่งแตกต่างนั้น คือ การลงมือทำ และผลลัพธ์ของคนมุ่งมั่นที่ลงมือทำ คือ ความสำเร็จ, ผลลัพธ์ของคนเพ้อฝันที่ไม่เคยลงมือทำ คือ ความล้มเหลว
บทเรียนที่ 21 : วิธีการของความสำเร็จ = หนึ่งมีเป้าหมาย, สองหาวิธีการ, สามเริ่มลงมือทำ เมื่อลงมือทำแล้วอาจจะเกิดได้ทั้งการบรรลุเป้าหมายและการล้มเหลวหรือผิดหวัง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะหาวิธีการใหม่ๆ ทุกครั้งที่ผิดพลาด คนที่ประสบความล้มเหลวมักจะล้มเลิกทุกครั้งที่เจออุปสรรค คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเรียกความผิดพลาดว่า 'บทเรียน' คนที่ล้มเหลวมักจะเรียกความผิดพลาดว่า 'ความล้มเหลว'
บทเรียนที่ 22 : ทฤษฎีของปาฏิหาริย์ การลงมือทำจะมาก่อนปาฏิหาริย์เสมอ ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเรารู้วิธีทำที่ถูกต้องเท่านั้น
บทเรียนที่ 22 : มนุษย์คนใดที่มีความฝันและมีความเชื่ออย่างแรงกล้า กระทั่งความเชื่อนั้นเปลี่ยนเป็นศรัทธา นั่นเป็นสิ่งแรกที่เริ่มเข้าใกล้การสร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว เพราะกุญแจดอกแรกที่จะไขประตูแห่งความสำเร็จนั้น คือ การศรัทธาในตัวเอง มันเป็นการเชื่อว่าตนเอง "ทำได้", "ทำได้แน่นอน" ไม่ว่าพบเจออุปสรรคใดๆ ในชีวิตก็ตาม
บทเรียนที่ 23 : ความคิดที่ถูกต้อง ถ้ามนุษย์คนใดมีความต้องการที่จะมีสุขภาพแข็งแรงให้คิดว่า "เรามีสุขภาพแข็งแรง ไม่ใช่เราจะไม่ป่วย" ถ้ามนุษย์คนใดมีความต้องที่จะมีกำลังใจ ให้เราคิดว่า "เราทำได้ ไม่ใช่เราจะไม่เหนื่อย" ความคิดที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลให้ มันเป็นแม่เหล็กดึงดูดสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างนั้นเข้ามาหาเราด้วย มันจะดึงความเจ็บไข้ ความทุกข์ และความเหน็ดเหนื่อยเข้ามาหาเรา โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
บทเรียนที่ 24 : บันได 5 ขั้น ของเป้าหมายชีวิต = ขั้นที่หนึ่งการจินตนาการอย่างชัดเจน, ขั้นที่สองกำหนดวันเวลาให้แน่นอน, ขั้นที่สามวางแผนวิธีการจากเวลาปัจจุบันให้ถึงเวลาที่กำหนดไว้, ขั้นที่สี่การตอกย้ำทุกวันทุกเวลา, ขั้นที่ห้าการลงมือทำทันที ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ถ้าสามารถทำตามขั้นตอนทั้งห้าข้อได้อย่างถูกวิธี ถ้าใครละเลยหรือทำผิดวิธีการข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ ต้องการเอาไว้หรืออาจจะใช้เวลานานเกินไปกว่าจะถึงจุดหมาย
บทเรียนที่ 25-29 : บันได 5 ขั้น ของเป้าหมายชีวิต
บทเรียนที่ 30 : การคิดบวกสิ่งที่ทำให้คนมีความสุข และมันสร้างความแตกต่างกับคนมีความทุกข์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
บทเรียนที่ 31 : การคิดบวกสำหรับคนที่ใช้พลังนี้ได้อย่างถูกต้อง มันจะทำให้เกิดพลังดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาอย่างมหาศาล การคิดบวกที่ถูกวิธีจะทำให้สามารถดึงสิ่งที่ดีเข้ามาหาตัวเราได้ บางครั้งอาจจะไม่มีเหตุผลก็ได้ การคิดบวกมันมีพลังมากมาย พอที่จะเปลี่ยนคนจากคนมีความทุกข์ไปมีความสุขได้
บทเรียนที่ 32 : ทัศนคติที่ต่างกันจะสร้างความสำเร็จที่ต่างกัน ทัศนคติที่ดีจะสร้างการดำเนินชีวิตที่มีความสุข ทัศนคติที่ไม่ดีจะสร้างการดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีทัศนคติที่เหมือนกัน คนที่ล้มเหลวก็มักจะมักจะมีทัศนคติที่เหมือนกัน คนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเหลว มักจะมีทัศนคติที่แตกต่างกัน.
7. บันไดขั้นที่ห้า
เมื่อใดที่เริ่ม ลงมือทำ
เมื่อนั้นก็เริ่ม เข้าใกล้ ความสำเร็จ แล้ว

ความสำเร็จ
คือ
คนที่ ทำทุกอย่าง ที่ตนคิด

คนล้มเหลว
คือ
คนที่คิดทุกอย่าง แต่ ไม่เคยทำ

19 ม.ค. 2555

รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง - วินทร์ เลียววาริณ

 การเดินทางไกลหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรก
เล่าจื้อ      

"จุดเดียวที่สร้างความแตกต่างระหว่างชีวิตที่ดีกับชีวิตที่หม่นหมองคือคำว่า 'ทัศนคติ' 
ทัศนคติที่ดีต่อชีวิตทำให้ใครคนหนึ่งประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา แต่ทัศนคติที่ดีเกิดจากความสมดุลทั้งกายและใจ
ร่างกายต้องการออกกำลัง จิตก็เช่นเดียวกัน"

วินทร์ เลียววาริณ
มิถุนายน 2548

  ผมหลงรักหนังสือเล่มนี้เสียแล้ว 
เพราะถ้าหากว่ามีใครมาขอให้ผมช่วยแนะนำหนังสือเพื่อนำไปอ่านเสริมกำลังใจ หนังสือเล่มแรกและตรึงใจของผมเสมอก็จะคือ 'รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง' 
ครูอ้อนได้มอบหนังสือเล่มนี้ให้ผมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือเสริมกำลังใจ ส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มาจากบทความที่เขียนลงในเว็บไซต์ winbookclub.com ในช่วงปี 2547 - 2548 นอกนั้นเป็นบทความที่กระจัดกระจายตามนิตยสารต่างๆ
ในเล่มนี้มีเรื่องสั้นทั้งหมด 46 เรื่อง เรื่องที่ผมอ่านบ่อยครั้งมากที่สุดและอยากนำมาเสนอให้ท่านหยิบขึ้นมาอ่าน เพื่อที่จะให้ท่านอ่านเสริมแล้วเติมพลังใจในยามที่สุขถาวะของเราหม่นหมอง อ่อนล้า กำลังจะหมดพลัง
ได้แก่ บอกรักแม่, ความฝัน, ความยาวของหนึ่งวินาที, เสียน้อยเสียยาก, วันหมดอายุ, คิดยาก-คิดง่าย, เปลือกของสุภาพชน, รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง, ประโยชน์ของความไม่มี, กบเลือกงาน, มาสาย-กลับดึก, งานทรมานกับงานในฝัน, อภัยทาน, "ช่างมัน ฉันไม่แคร์", ส้มเปรี้ยวกับส้มหวาน, ขนาดของหัวใจ, เจตนาดีกับลมปาก, บทเรียนจากความเชื่องช้า, บทเรียนจากตะกร้า ฯลฯ

รวมทุกประโยคที่มีความหมายที่ผมประทับใจจากหนังสือเล่มนี้ครับ..
บอกรักแม่ : เมื่อคุณรักใครก็ควรแสดงออกให้เขารู้ แต่ไม่ช้าเกินไปที่จะบอกคนอื่นๆ ว่า ไปเยี่ยมแม่ของคุณในวันนี้ บอกรักของคุณเสียก่อนที่แม่ของคุณจะไม่ได้ยินคำบอกรักนั้น
บางสิ่งบางอย่างในโลกเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ความฝัน : เคยสังเกตไหมว่า เมื่อเรายังเด็กความฝันมักสร้างสรรค์กว่าเมื่อเราโตขึ้น เพราะสมองของเด็กน้อยยังไม่ถูกโลกของความจริงโหมกระหน่ำว่า นี่เป็นไปไม่ได้ นั่นก็เป็นไปไม่ได้ ความสวยงามของความฝันที่ดีคือมันเปลี่ยนชีวิตผู้ที่ฝันได้ และก็เปลี่ยนชีวิตของทั้งมนุษยชาติไปในทางที่ดีขึ้นได้
บางทีระยะทางระหว่างความฝันกับความจริงไม่ได้ห่างกันอย่างที่เรากลัว บางทีวันพรุ่งนี้ ก่อนที่คุณจะบ่น ลองสำรวจดูใหม่ว่า มีฝันใดที่คุณอาจจะทำให้มันเปลี่ยนชีวิตคุณไปในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง และอย่างที่เล่าจื้อบอก "การเดินทางไกลหมื่อลี้เริ่มต้นที่กาวแรก"
ความอึด : เอดิสันบอกว่า "Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration." (อัจฉริยภาพคือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของแรงบันดาลใจ และอีก 90% เป็นของการทำงานอย่างหนักหน่วง) เบื้องหลังความสำเร็จและงานสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่อัจฉริยภาพ หรือพรสวรรค์ หากคือความอึด
งานยิ่งยาก ผลสำเร็จยิ่งน่าภูมิใจ
ขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า ชายคนหนึ่งตั้งใจว่ายข้ามแม่น้ำสายใหญ่ เมื่อว่ายไปถึงกลางลำน้ำ เขาเกิดท้อใจ และว่ายน้ำกลับมาที่จุดตั้งต้นอย่างปลอดภัย.. คนจำนวนมากไปไม่ถึงความฝัน มิใช่เพราะพวกเขาด้อยกว่าคนอื่น หากเพราะพวกเขาทิ้งความอดทนไว้กลางทางต่างหาก
การใช้ชีวิตก็เหมือนการเล่นว่าวกลางสายลมแรง
คุณไม่มีเวลามาเปิดตำราว่าต้องทำอย่างไร
ความยาวของหนึ่งวินาที : ไอน์สไตน์เคยบอกว่า หัวใจของทฤษฎีสัมพันทภาพของเขานั่นอธิบายได้ด้วยการเปรียบเทียบดังนี้ "วางมือของคุณบนเตาร้อนหนึ่งนาที มันดูยาวเหมือนหนึ่งชั่วโมง นั่งกับสาวสวยหนึ่งชั่วโมง มันสั้นแค่นาทีเดียว" เราก็อาจใช้เวลาอย่างมีประโยชน์กว่านี้ หากเรารู้ว่าเวลาแต่ละหนึ่งวินาทีนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อย่าอ้างว่าเวลาน้อยทำงานอะไรไม่ได้
เวลาหนึ่งนาทีของผึ้งสามารถดูดน้ำหวานจากดอกไม้กลับบ้าน
หนึ่งนาทีของมดสามารถขนเมล็ดข้าวที่หนักกว่าตัวมันไปไกลโข
หนึ่งนาทีของปลวกสามารถสร้างรังของมันให้สูงขึ้น
หนึ่งนาทีของแมลงมุมสามารถถักทอรังของมันเป็นรูปเป็นร่าง
ใบไม้เก่าร่วงหล่นจากต้นสู่โคนเพื่อเป็นปุ๋ยให้ตัวมันเอง
ประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตเป็นอาหารวิเศษให้เราเจริญเติบโตขึ้น
สายรุ้ง : คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ในอดีตทำงานหนัก คนเหล่านั้นในส่วนลึกภูมิใจในตนเอง
คนทุกคนในโลกสามารถเป็นครูของเรา
เติมน้ำใสใส่หัวใจ : ภาษิตฝรั่งบอกว่า Don't wait unit people are dead to give them flowers. (รู้จักชมคนบ้าง เพราะบางครั้งการชมผู้อื่นมีค่ามากกว่าสินจ้างรางวัล) การบอกรักผู้อื่น โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษคือความพิเศษอย่างหนึ่ง ชีวิตมีความงดงามก็ตรงที่เรารู้จักเติมน้ำดีใส่ลงไปในหัวใจอยู่เรื่อยๆ
รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง : การลอกเลียนเพื่อการศึกษาและพัฒนาไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การก๊อปปี้อย่างหลับหูหลับตาเท่ากับเป็นการส่งเสริมความสำเร็จของต้นแบบ และตอกย้ำว่าตัวเองเป็นเพียง "สาขาย่อย" เท่านั้น บางคนอาจลืมไปว่า ถึงจะลอก ก็ยังต้องออกแรง ยิ่งพยายามกลบเกลื่อนร่องรอยจากต้นแบบมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องเหนื่อยมากเท่านั้น 
การเลียนเพื่อรู้เป็นเรื่องดี แต่การรู้เพื่อเลียนไม่ใช่
โลกหมุนไม่หยุดเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามวิ่งหนีเงาของตนเอง ไปข้างหน้า คนพันธุ์นี้เชื่อว่ามีอะไรใหม่ ๆ รอให้สร้างอยู่เสมอ ไม่มีวันหมด นี่จึงทำให้การสร้างสรรค์มีความหมาย หากไม่สามารถสร้างรอยเท้าของตนเองได้ ก็มิยอมเหยียบบนรอยเท้าของคนอื่น รอยเท้าของตนเองถึงจะจาง แต่ก็เป็นรอยเท้าของเราเอง ย่างก้าวของเราถึงจะสั้นและช้า แต่ก็เป็นก้าวของเราเอง
ไส้เดือนกับมังกร : โลกหมุนไปข้างหน้าด้วยแรงคนฉลาด แต่ก็ถูกถ่วงรั้งด้วยขยะของการคดโกงที่ซ่อนอยู่ในรูปของความฉลาด เด็ก ๆ ซึมซับตัวอย่างจากนิทาน ผู้ใหญ่หลายคนเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่นำพาถึงวิธีการ ทว่าผู้มีปัญญาย่อมรู้ความแตกต่างระหว่างไส้เดือนกับพญามังกร
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จากโชค
ไม่น่าภูมิใจเท่าความสำเร็จเล็กน้อยด้วยมือของเรา
ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่ความล้มเหลว ความล้มเหลวคือ
ความคิดที่ว่า ตนเองไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต
หากไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
ลอกคราบจากภายใน : คนที่ถูกดูดเข้าไปในอยู่ในใจกลางของพายุหมุนมองไม่เห็นตัวพายุ สุภาษิตฝรั่งว่า "ความงามอยู่ในสายตาของผู้มอง" คนผิวขาวงามอย่างคนผิวขาว ผิวเหลืองงามอย่างผิวเหลือง ผิวดำก็งามอย่างผิวดำ น่าเสียดายที่หลายคนเลือกที่จะยืมสายตาของคนอื่น แทนที่จะใช้สายตาของตัวเอง ชี้นกเป็นไม้ก็เชื่อ ชี้ไม้เป็นนกก็เชื่อ วุฒิภาวะเกิดจากการลอกคราบจากภายใน ไม่ใช่การปกปิดเปลือกภายนอก
มาสาย-กลับดึก : ผมรู้ความจริงภายหลังว่า คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง เสียสละเพื่อองค์กร น่ายกย่องชมเชย บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ "มาสายกลับดึก" ด้วย แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุด ทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำ คือพวกไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา จึงต้องอยู่ดึก ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม ลองคิดดู การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้น ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น ยิ่งอยู่ดึก ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง
ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อยกลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก คนเก่งไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง 

ความรักธรรมชาติมิได้หมายถึงการเดินทางไกลไปชม
สวนใหญ่โต มิใช่การเกลือกกลิ้งบนผืนทราบขาวริมทะเล
หรือการเดินทางขึ้นยอดภูเพื่อชมโลก
ความรักธรรมชาติอาจเป็นเพียงการดูเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นตามทาง
การดูซากร่วงโรยของสรรพสิ่ง และสามารถพิศวง
ถึงความงามของความจริง

งานทรมานกับงานในฝัน : งานทรมานมักไม่มีอนาคต เพราะคนทำไม่ใส่หัวใจเข้าไปในงาน งานในฝันเกิดขึ้นได้ยาก หากเห็นงานที่ทำเป็นงานทรมานหรือเป็นฐานชั่วคราวสำหรับกระโดดไปสู่ที่ทำงานใหม่ คนส่วนมากฝันอยากได้งานในฝัน แต่ไม่ยอมลงทุนแรงและหัวใจ งานในฝันคือความต่อเนื่อง บ่อยครั้งมันไม่หยุดแม้เลยกำหนดเวลาทำงานไปแล้ว งานทุกชิ้นที่เราทำ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ทับถมกันเป็นประสบการณ์ ยิ่งทำมากประสบการณ์ยิ่งเข้มข้นตรึงแน่นในวิญญาณของคุณ ไม่มีใครแย่งเอาประสบการณ์ไปจากคุณได้ของใหม่ : การยึดติดกับสิ่งของอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะหาของใหม่มาทดแทนได้เสมอ แต่การติดยึดกับตัวตนแก้ยากกว่านัก ความเก่าความแก่ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ความงามมิใช่เกิดจากภายนอกอย่างเดียว สรรพสิ่งย่อมต้องสลายไป แก่ก็งดงามอย่างแก่ได้ การไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงจาก "ของใหม่" ไปสู่ "ของเก่า" จึงเท่ากับเป็นการใช้ชีวิต "ใหม่" ทุกวันเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ และไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ท้ายที่สุดก็พบว่าหนีสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงไปไม่พ้น
อภัยทาน
:
เมื่อประสบเรื่องที่คนอื่นทำให้ตนเจ็บปวด บางคนเลือกที่จะลืม บางคนอาฆาตไว้จนวันตาย หากสามารถปล่อยวางความโกรธแค้นนี้ได้เร็วเท่าใด ความเสียหายรวมก็ลดลงเท่านั้น และเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถปล่อยวางก็มีเพียงชนิดเดียวคือ การให้อภัย การให้อภัยจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ "ถูก" ที่สุด มหาตมะ คานธี ผู้ที่ทั้งชีวิตประสบแต่การถูกทำร้ายทั้งกายและใจ เรียนรู้ว่า ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ท่านกล่าวว่า "คนอ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใคร การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของคนเข้มแข็ง" 

เคยเห็นผึ้งฆ่าตัวตายไหม
เคยได้ยินมดบ่นไหม
เคยได้ยินนกนินทาชาวบ้านไหม
หรือว่าพวกมันรู้ว่ามีเวลาเหลือบนโลกนี้เพียงเล็กน้อย
จึงไม่ยอมไปเสียเวลาทำเรื่องไร้ความหมาย
"ช่างมัน ฉันไม่แคร์" : หลายคนกวาดความปรารถนาหลายอย่างในชีวิตเข้าไปซ่อนใต้พรมความคิด เพราะความต้องการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผิด หลายคนไม่กล้าทำอะไร เพราะถูกค้ำคอด้วยข้อบังคับนานาประการ ตั้งแต่ค่านิยมของสังคม ศีลธรรม ความกลัว ความละอาย ไปจนถึงชื่อเสียง เกียรติยศที่สร้างสมมา บางครั้งชีวิตอาจมีความสุขขึ้นเมื่อเราสามารถปัดฝุ่น ใต้พรมออกบ้าง ละวางความคิดความเชื่อความกลัวบางอย่าง โดยการเอ่ยว่า "ช่างมัน ฉันไม่แคร์"
ไม้ผลัด : ความล้มเหลวมักทิ้งเชื้อของความสำเร็จไว้เสมอ ธอมัส เอดิสัน บอกเสมอเมื่อการทดลองของเขาล้มเหลวว่า "ผมไม่ได้ล้มเหลวสักหน่อย ผมเพิ่งค้นพบกว่าหมื่นวิธีที่ไม่สำเร็จ" บางทีก่อนที่เราจะสาปแช่งความล้มเหลวของเราในวันนี้ ลองมองว่ามันอาจเป็นรากฐานของความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ แม้ว่าเราไม่ได้ยืนอยู่ที่นั่นในวันนั้นก็ตาม แต่เราก็ภูมิใจได้ว่าความล้มเหลวของเราเป็นรากฐานของความสำเร็จที่จะเกิด ขึ้นในวันหนึ่ง 
หากไม่มีกลางคืน หิ่งห้อยคงไมม่สามารถเปล่งแสงแสนสวยออกมาให้เราชม
หากไม่มีอุปสรรค เราก็คงไม่มีวันใช้ขีดความสามารถของเราถึงที่สุด
งานใหญ่กับงานยิ่งใหญ่ : ไม่ทุกคนในโลกที่สามารถทำงานใหญ่ แต่เราทุกคนสามารถทำงานเล็กด้วยพลังกายใจเดียวกับการทำงานใหญ่
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ก็ตกใหม่อีก
 
   มนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝัน แต่หลายคนผ่านมาครึ่งชีวิตก็ไม่อาจทำฝันให้เป็นจริง อุปสรรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของบางคนคือความกลัว ของอีกบางคนคือความท้อแท้ ความเศร้าหมอง ความเบื่อหน่าย
   เหล่านี้คือเชื้อโรคแห่งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในหัวใจ บางคนกวาดขยะเข้าไปซ่อนไว้ใต้พรม หลับตาลืมมันเสีย แต่ทุกครั้งที่ลืมตา ปัญหาก็รออยู่ตรงหน้าเราเช่นเดิม นานวันเข้าขยะที่เก็บสะสมไว้ก็เน่าเหม็น
มองไปรอบตัว เราหกพันล้านคนอาศัยร่วมโลกยุคที่พัฒนาที่สุดยุคหนึ่ง แต่ยิ่งเรามีพร้อมแทบทุกอย่าง กลับยิ่งดูเศร้าหมอง ไร้สุข
ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่หม่นหมองต่างกันด้วยคำๆ เดียว ทัศนคติ
ทัศนคติที่ดีคือการไม่ยอมแพ้เมื่อหกล้ม ลุกขึ้นมาก้าวเดินไปข้างหน้า สร้างรอยเท้าของตนให้ปรากฏบนผืนโลก เพราะแม้จะจางและเล็ก แต่ก็เป็นรอยเท้าของเราเอง
รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง เล่มนี้เป็นหนังสือเสริมกำลังใจ เพราะชีวิตยังมีความหมาย และเพราะใจของคนเราก็เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ ต้องทำความสะอาด เปลี่ยนน้ำมันเครื่องสม่ำเสมอ
แวะเว็บไซต์ วินทร์ เลียววาริณ ได้ที่
winbookclub.com

7 ม.ค. 2555

ก่อร่าง สร้างใจ - พระไพศาล วิสาโล

"ความเป็นครูนั้นมิได้อยู่ที่ความรู้และทักษะการสอนเท่านั้น การเป็นแบบอย่างทางด้านวิถีชีวิตที่นักเรียนสัมผัสได้ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของความเป็นครูก็ว่าได้
เพราะสิ่งนี้จะประทับแน่นในใจของนักเรียน และส่งผลต่อชีวิตของเขาได้ยั่งยืนยาวนานกว่าความรู้ในห้องเรียนซึ่งส่วนใหญ่มักจะลืมเลือนตามกาลเวลา"

  พระไพศาล วิสาโล 
วัดมหาปวารณา
4 ตุลาคม 2552

  วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ผมเดินทางออกจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาหรือโรงเรียนนอกกะลา เวลา 06:45 น. โดยขอติดรถกลับบ้านพร้อมครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง 
ครูใหญ่ให้ผมยืมหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ในช่วงวันหยุดยาว ช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่บ้านเกิดจังหวัดนครพนม
ในความรู้สึกส่วนตัวชอบงานเขียนตามแบบของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และแนวการเขียนงานของท่าน ว.วชิรเมธี อยู่มาก่อนแล้ว
หนังสือเล่มนี้ได้แบ่งออกเป็น 6 ตอน ดังนี้ พาใจกลับบ้าน, พอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้, สติรักษาใจ, วางใจให้เป็น, ปล่อยวางตัวตน, อยู่สบาย ตายสงบ

ตอนที่ ๑ พาใจกลับบ้าน
เราบอกว่ารักตัวเอง แต่ทำไมเรามักจะทนอยู่กับตัวเองไม่ค่อยได้
ที่วุ่นวายกันทั้งชีวิตก็เพราะไม่สามารถมีความสุขจากการอยู่คนเดียว นิ่งๆ ได้
ความทุกข์ของคนเรามันเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ว่าเราทนอยู่กับตัวเองไม่ได้
เราไม่สามารถจะมีความสุขกับการอยู่นิ่งๆ กับตัวเองได้ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับคนที่บอกว่าฉันรักตัวเองทั้งนั้น
การรักตัวเองแบบที่เราคิดและทำกันเป็นประจะคือตามใจ หรือปรนเปรอตัวเอง อันนี้ก็ไม่ต่างกับการตามใจลูกด้วยความรัก คนที่ตามใจลูกด้วยความรัก เราเรียกว่ารักลูกไม่ถูก สุดท้ายลูกก็กลายเป็นคนอ่อนแอ ตามใจตัวเอง กลายเป็นเด็กเกเรหรือคนหยาบกระด้าง
ใจเราก็เหมือนกัน
ถ้าเราตามใจตัวเองไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง ทำให้ใจของเราอ่อนแอ หยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว การรักตัวเองกับการตามใจตัวเองนี้ไม่เหมือนกัน
รักตัวเองก็คือว่าแยกแยะได้ว่าอะไรคือความถูกใจ อะไรคือความถูกต้อง สิ่งที่ถูกใจมันมักจะไม่ถูกต้อง
ถ้าเราเอาแต่ความถูกใจเราก็ยิ่งออกห่างจากความถูกต้อง และเมื่อห่างจากความถูกต้องแล้วก็จะเกิดโทษกับตัวเอง การทำตามใจกลับกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง
รักตัวเอง หมายถึง การรู้ว่าอะไรถูกต้อง อะไรไม่ถูกต้อง รู้ว่าถูกใจกับถูกต้องไม่เหมือนกัน รู้จักทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับร่างกาย ทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับชีวิต แม้มันไม่ถูกใจ แต่เป็นประโยชน์กับร่างกาย เราก็จะทำ เราจะหามาให้ อันนี้เรียกว่ารักตัวเองอย่างแท้จริง
การรักตัวเองก็ คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุขและมีสันติ รวมทั้งการรู้จักสละที่ทำความทุกข์ให้กับจิตใจออกไป
การรักตัวเอง หมายถึง รู้จักปล่อยรู้จักวางอารมณ์ที่มาปั่นทอนทำร้ายตัวเอง
ถ้ารักตัวเองก็ต้องเห็นความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนจิตใจของตนแม้ว่าจะยากลำบาก แต่ก็ไม่เลิก เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่ถูกใจนัก แต่มันก็สิ่งถูกต้อง เราก็ต้องเพียรพยายามจนประสบผลคือได้รับ ความสุขความสงบเย็น อันนี้คือการรักตัวเองอย่างถูกต้อง
รักตัวเอง ต้องเริ่มต้นจากการรู้จักตัวเอง พร้อมที่จะมาฝึกเพื่อให้เกิดสติ เพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้รู้จักตัวเอง
เราจะรู้จักใจของเราได้อย่างไร? ก็รู้ด้วยสติ
การปฏิบัติธรรม คือ การเจริญสติ แต่จะเจริญสติได้ต้องกลับมาดูใจของเราอยู่เรื่อยๆ นี่แหละคือการคืนสู่เหย้า คืนสู่บ้านที่แท้จริงของเรา จึงเป็นเรื่องน่ายินดี
กลับมาดูใจของเรา หมั่นพาใจให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวไม่กระเจิดกระเจิงออกไปนอกตัว นี่คือ 'การคืนสู่เหย้า'

ตอนที่ ๒ พอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้
จริงๆ แล้วจะสุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมภายนอก แต่อยู่ที่ใจของเรา
ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเสพอะไรอยู่ แพงหรือถูกไม่สำคัญ แต่อยู่ที่ว่าใจเราขณะนั้นเป็นอย่างไร
เราจะไม่มีความสุขเลย ตราบใดที่ใจของเราวางไม่ถูก เราก็จะทุกข์ได้ง่ายๆ
มีคนเคยถามนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้เลือกระหว่าง
1) คุณได้โบนัส 100,000$ แต่เพื่อนได้ 200,000$ หรือ
2) คุณได้โบนัส 50,000$ แต่เพื่อนได้ 25,000$ คุณจะเลือกข้อไหน
ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่เลือกข้อสอง ทำไมถึงเลือกข้อนี้ ทั้งๆ ที่ได้โบนัสน้อยกว่าข้อแรก ก็เพราะได้มากกว่าคนอื่นนั้นเอง
การเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราทุกข์ได้ง่าย และมักทำให้เราเลือกทำบางอย่างที่ดูไม่สมเหตุสมผล เช่น เลือก 50,000$ แทนที่จะเลือก 100,000$
ถ้าเราหัดชื่นชมยินดีกับเขาบ้าง เราก็จะไม่ทุกข์ แต่ที่เราทุกข์เพราะเราคิดจะแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับคนอื่นในทุกเรื่อง
การเปรียบเทียบทำใหเราไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่แล้ว ตรงกันข้ามถ้าคนเราพอใจสิ่งที่มีก็จะมีความสุขมาก
ถ้าคนเราพอใจสิ่งที่มี ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
ทำไมเราต้องค่อยให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจากเราไปเสียก่อนเราถึงจะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ทำไมเราไม่เห็นคุณค่าเมื่อสิ่งนั้นยังอยู่กับเราในขณะนี้ สิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ล้วนมีค่ามีประโยชน์ทั้งนั้น แต่เราอาจจะมองข้ามไป
การที่เราไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงได้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของความทุกข์
ความทุกข์ของคนเราเกิดจากที่ใจของเราไม่ยอมรับความจริง
ถ้าเรายอมรับความจริงไม่ได้ว่ามันจากเราไปแล้ว เราจะทุกข์ไม่เลิก ความเศร้าโศกเสียใจ คือ อาการที่แสดงว่าเราไม่ยอมปล่อยวางอดีตและไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
การยึดติดอดีต อาลัยอดีต ทำให้เรายอมรับความจริงไม่ได้ ถ้าความจริงที่เกิดขึ้นนั้นตรงข้ามกับอดีต
คนเราถึงแม้จะล้ม แต่ถ้าเรายอมรับความจริงได้ก็จะไม่ทุกข์มาก มองในแง่ดีมันทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และมีบทเรียนมากขึ้น ความล้มเหลวหรืออุปสรรค ถ้าเรารู้จักมองแง่บวกมันจะกลายเป็นของดี
คนเราถ้ารู้จักมองแง่ดี เจอปัญหาอะไรก็รับมือ
สติช่วยให้เราตั้งหลักได้ ยิ่งรู้จักปล่อยวาง กลับมาอยู่กับปัจจุบันไม่อาลัยอดีตหรือกังวลกับอนาคต ก็จะเกิดปัญญา สามารถพลิกจากร้ายกลายเป็นดี จากเดิมที่จมอยู่ในความมืดมนก็กลับมาเห็นแสงสว่าง


ตอนที่ ๓ สติรักษาใจ
สติแปลว่าไม่ลืม สัมปชัญญะแปลว่าไม่หลง - สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว
คนเราทุกข์เพราะความหลงลืม คือ ไม่มีสติ ไม่มีสัปชัญญะ
สติทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หลงไปจมอยู่กับอดีตหรืออนาคต หรือมัวเทียบเคียงกับคนอื่น
สัมมาสติ คือความระลึกได้ในเรื่องกาย ใจ หรือเรื่องตัวเอง
สติทำให้เราเห็นความเครียด เห็นความปวด เห็นความโกรธ
เคยมีคนถามหลวงปู่ดูลย์ ท่านเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่นท่านมรณภาพไปนานแล้ว ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คนลือกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์
คราวหนึ่งมีคนไปถามหลวงปู่ดูลย์ว่า "หลวงปู่มีโกรษไหม" ท่านบอกว่า "มีแต่ไม่เอา"
การเจริญสติ คือการเปิดใจยอมให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นแล้วรู้ทัน ไม่หลงจมเข้าไปกับมัน ถ้าหลงเข้าไปก็ให้รู้ตัวไวๆ ระลึกได้เมื่อไรใจก็จะถอนออกมา จากเดิมที่เป็นผู้โกรษ ผู้เครียด ก็กลายเป็นเห็นความโกรษ เห็นความเครียดแทน

ตอนที่ ๔ วางใจให้เป็น
พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างของผู้ที่สามารถในการพัฒนาจิตจนเรียกว่าทะลุเพดาน คือข้ามพ้นความเป็นมนุษญ์ไปเลย
สติของเราตอนนี้อาจจะเป็นแค่เมล็ดหรือต้นกล้า แต่ถ้าเราอบรมบ่มเพาะไม่หยุดก็จะเจริญงอกงาม
ถ้าเจริญสติดี กายกับใจอยู่ด้วยกัน กายอยู่ไหนใจอยู่นั่น
ใจอยู่กับเนื้อกับตัว คือ มีสติ

ตอนที่ ๕ ปล่อยวางตัวตน
ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราเผลอไปยึดติดหรือไปแบกเอาไว้
นอกจากอดีตกับอนาคต เรายังเอาเรื่องที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาไปปรุงให้กลายเป็นเรื่องร้าย
การปรุงแต่งยังรวมถึงการให้ค่าว่า อย่างนี้ดี อย่างนี้เลว
คำพูดหรือเหตุการณ์ต่างๆ ก็เช่นกัน มันทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปยึดมัน
สติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าสติทำให้เรารู้ตัวและไม่ลืมตัว ช่วยให้เราปล่อยวางได้
ถ้าเรามีสติ ใจก็หลุดจากอารมณ์ หายหลง หันมาทำสิ่งที่ถูกต้อง รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรถูก อะไรผิด
สว่างคือเกิดปัญญาแล้วปล่อยวางได้ ปล่อยวางความยึดติด ถือมั่นในตัวกูของกู นี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธเราควรจะเข้าใจ ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ว่ามันช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
ให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างไปอยู่กับจุดหมายปลายทางมาก มันเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เป็นอนาคตที่ไม่ควรยึดติด

ตอนที่ ๖ อยู่สบาย ตายสงบ
มีคนไข้จำนวนมากที่ทุรนทุราย แต่พอมีคนมีคนฟังหรือเอาใจใส่ ก็รู้สึกดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา
ถ้าคนเราใจไม่สงบ มีความวิตกกังวล มีความหวาดกลัว หรือมีความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็ทำให้กายทุกข์หรือปวดเพิ่มขึ้น
จิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เวลาใครป่วย เรามักสนใจแต่เรื่องร่างกาย จึงพึ่งพาเทคโนโลยีนานาชนิด ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นความดัน ยาระงับปวดสารพัด แต่สิ่งที่มองข้ามไปก็คือการเยียวยาจิตใจ
มรณสติ คือ การระลึกว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องตาย
ถ้าเรายังมีความกังวลอยู่ ยากมากที่จะตายสงบได้ บางคนถึงกับขัดขืน ไม่ยอมตาย พยายามต่อสู้กับความตายเพราะยังห่วงลูกอยู่
การปล่อยวางเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะทำดีแล้ว เราต้องรู้จักปล่อยวางด้วย
ถ้าเราพิจารณาและระลึกถึงความตายอยู่เสมอใจหนึ่งอาจจะกลัวอาจจะวิตก แต่ว่าความกลัวก็มีข้อดี คือทำให้เราขวนขวายทำความเพียรทำความดี ฝึกใจให้ปล่อยวาง และพยายามทำหน้าที่ของตัวให้ดี รวมทั้งทำสิ่งที่พึ่งทำกับคนอื่นให้ครบถ้วนหรือเสร็จสิ้น ถ้าไม่มีอะไรค้างคาใจทำเสร็จสิ้น เราก็พร้อมไป หรือพร้อมรับการจากไปของคนรักได้เสมอ

"เมื่อใดที่เรารู้จักตัวเองจริงๆ เราจึงจะเป็นมิตรกับตัวเองได้ เมื่อนั้นเราจึงจะรักษาตัวเองอย่างแท้จริง ยิ่งรักตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ความลืมตัวและอารมณ์อกุศลทั้งมวลมาย่ำยีบีทา ไม่มีอะไรที่จะคุ้มครองใจได้ดีเท่ากับธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งใจที่มีธรรม เป็นรากฐานจะมีความมั่นคงเข้มแข็ง กระทั่งภัยใดๆ ก็มิอาจทำให้หวั่นไหวคลอนแคลนได้"

พระไพศาล วิสาโล