15 พ.ค. 2557

เรื่องเล่าเร้าพลัง 2 - จาก ผู้รู้วาระสุุดท้ายของชีวิต

     เรื่องนี้สอนเรื่อง "ความเห็นอกเห็นใจ" หรือ "Empathy" ผมเคนนำไปอ่านให้เด็กฟังขณะทำกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนเรียน ซึ่งเด็กๆ ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนเปลี่ยนความคิดของคุณหมอ Dr. Richard Teo มากมาย
เด็กๆ หลายคนเกิดคำถามกับตัวเองขณะใช้ชีวิตในแต่ละวัน หากตัวเรามีโรคเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

- บางช่วงของการอบรมผมเคนเห็นครูใหญ่ยกตัวอย่างกรณีมาพูดคุยกัน ผมชอบเรื่องราวประเภทนี้มากๆ

..........................................................................

: ส่วนหนึ่งจากคำบรรยายของ Dr. Richard Teo
แพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์ อายุ
40 ปี
ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอด ระยะสุดท้าย
เขาได้มาเล่าประสบการณ์ชีวิต ให้ในชั้นเรียน
ของนักศึกษาทันตแพทย์ในวันที่ 19 มกราคม 2012
และเขาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2012
ข้อคิดจากบทความนี้ จะเป็นบุญกุศลแก่เขา อย่างยิ่ง :

: สวัสดีครับทุกท่าน ผมอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตของผม
ผมเป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ ตามที่สังคมต้องการ
ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆตัวว่า
ความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่า
ก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้
แข่งขันอยู่เสมอ ตั้งแต่เป็นเด็ก
: ไม่เพียงแต่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด
ผมต้องประสบความสำเร็จ ในทุกสนามแข่งขัน
ในทุกกลุ่มที่สังกัด ต้องได้รับชัยชนะทุกๆ อย่าง
: จักษุวิทยา เป็นหนึ่งในสาขาที่แย่งกันเรียนมากที่สุด
ดั้งนั้นผมจึงต้องเรียนจักษุวิทยาให้ได้ และผมก็ได้เรียน
แถมยังได้ทุนงานวิจัย จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
เพื่อพัฒนาเลเซอร์ สำหรับรักษาตาอีกด้วย
: แต่ความสำเร็จทางวิชาการพวกนี้ ไม่ได้นำความร่ำรวยมาให้ผมเลย
ดังนั้นหลังจากหมดพันธะ กับทางมหาวิทยาลัยแล้ว
ผมบอกกับตัวเองว่า การฝึกฝนทางจักษุวิทยา มันใช้เวลานานเกินไปแล้ว
ผมน่าจะทำเงินได้มากโข ในภาคเอกชน.
: พวกคุณคงพอรู้ว่าเรื่องของเวชศาสตร์ความงาม ทำเงินได้มหาศาล
ดังนั้นผมจึงตัดสินใจ พอกันทีกับงานในมหาวิทยาลัย
ถึงเวลาต้องไปแล้ว ผมจึงลาออกจากการ train กลางคัน
และหันเหไปตั้งคลินิกความงามของตัวเอง
: พวกคุณรู้มั้ย น่าขำที่ผู้คนไม่ได้มองหาฮีโร่จากแพทย์ทั่วไป (GP)
หรือแพทย์ครอบครัว (family physician)
พวกเขามองหาฮีโร่จากแพทย์ที่มีชื่อเสียง และร่ำรวย
พวกเขาจะไม่มีความสุขกับการเสียเงิน 20 เหรียญ เพื่อพบแพทย์ทั่วไป
แต่ไม่บ่นสักคำที่จะจ่ายเป็นหมื่นๆ ดอลล่าร์ สำหรับการดูดไขมัน
หรือเสริมเต้านมหรืออะไร ดูเหมือนไม่มีสมองเอาเลยว่ามั้ยครับ
แล้วพวกคุณจะเป็น GP ไปทำไมกัน เป็นแพทย์ความงามดีกว่า
: คุณเอ๋ย ธุรกิจมันดี ดีจริงๆ ผ่านไป 1 สัปดาห์ 3 สัปดาห์
1 เดือน 2 เดือน แล้วก็ 3 เดือน คลินิกผมก็ล้น คนมารับบริการมากมาย
ช่างเป็นธุรกิจที่มหัศจรรย์จริงๆ ผมต้องจ้างแพทย์เพิ่มถึง4คน
ภายในปีแรก ผมทำเงินเป็นล้านๆ นั่นแค่ปีแรกนะ
ผมเริ่มลุ่มหลง หมกมุ่นกับมัน ผมขยายธุรกิจไปที่อินโดนีเซีย
เพื่อให้บริการกับผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ชีวิตมันช่างสวยงามจริง ๆ
: ทีนี้ผมทำกับเงินที่หามาได้ มากมายก่ายกองนั่นยังไง?
ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง
เงินยังเหลืออีกเยอะ ผมซื้อ Ferrari ครับ รุ่นเปิดประทุนได้ด้วย
: พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว
ผมก็สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวย
และมีชื่อเสียง ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น
: ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมคิดไปว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผม และผมถึงยอดเขาแล้ว
: แต่.ผมผิดถนัดครับ ปีที่แล้วเดือนมีนาคม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง
ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปโรงพยาบาล
ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.
: เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนาย
ดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ” ผมตอบไปว่า
“ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี
แต่ไม่ยอมรับความจริง สุดท้ายก็สรุปว่าผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว

: พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้
ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที
ถึงแม้จะให้เคมีบำบัดอย่างเต็มที่ ผมก็จะอยู่ได้เต็มที่ประมาณ
3-4 เดือนเท่านั้น เหมือนฟ้าถล่มดินทลายทับตัวผมมั้ยครับ
: ผมมีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงเป็นเดือน ชีวิตผมหมดสิ้นแล้ว
น่าขำที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่ผมมี ความสำเร็จเอย ถ้วยรางวัลเอย รถหรูๆเอย
คฤหาสน์เอย ทั้งหมดนั้นผมคิดไปว่ามันจะนำความสุขมาให้ผม
แต่ในยามที่ผมตกอยู่ภาวะซึมเศร้า หดหู่ใจ สิ่งต่างๆ ที่ผมมี
มันกลับไม่ทำให้ผมมีความสุขได้เลย ตลอด10 เดือนที่ผ่านมา
มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย
: สิ่งที่นำความสุขมาให้ผมในช่วง10 เดือนสุดท้าย
กลับเป็นการได้พบปะกับผู้คน ได้พบกับคนที่ผมรัก เพื่อนๆ
ผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใยผมอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหาก
ที่นำความสุขมาให้ผม ไม่ใช่สมบัติที่ผมครอบครอง
: ตรุษจีนใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะขับรถหรูของผม
ไปทำงาน ไปเยี่ยมบรรดาญาติของผม เพียงเพื่อจะอวดร่ำ อวดรวย
ผมเองก็บันเทิงกับเรื่องแบบนี้เสียด้วย แต่มานึกแล้ว เพื่อนๆของผม
ญาติๆ ของผม คงจะกระอักกระอ่วนใจและคงอยากจะให้ผม
กลับไปเสียเร็วๆ มากกว่า เขาคงไม่คิดจะดีใจไปกับผม
และคงอยากให้ผมไปให้พ้นๆ คงอยากให้ผมลองนั่งรถเมล์ดูมั่ง
จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไป ทำให้พวกเขาอิจฉาริษยาสิ่งที่ผมมี
และบางทีก็คงนึกหมั่นไส้ผมอีกด้วย
: นั่นแหละที่เรียกว่า “ตัวสร้างความอิจฉาริษยา”
ผมไปอวดร่ำอวดรวย เพียงเพื่อจะเติมเต็มอัตตา
และความยะโสของตัวเอง มันไม่ได้นำความสุขมาให้ผู้อื่นเลย
ผมคิดไปเองว่าพวกเขาจะมีความสุขไปกับผม

: ผมจะเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้ฟัง ตอนที่ผมมีอายุพอๆกับพวกคุณ
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีนิสัยแปลก เธอชื่อ Jennifer
ตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เวลาผมเดินไปตามทางกับเธอ
ถ้าเธอเห็นหอยทาก คลานอยู่ในทางคนเดิน
เธอจะคอยหยิบพวกหอยทากนั่นไปวางในสนามหญ้า ให้พ้นจากทางเดิน
ผมถามเธอว่า เธอทำอย่างนั้นทำไม ทำให้มือสกปรกเปล่าๆ
มันก็แค่หอยทากตัวหนึ่ง ความจริงก็คือ เธอเข้าใจหอยทากได้
ความรู้สึกที่ว่า ถูกเหยียบบี้แบนจนตายนั้น เธอรับรู้ได้
แต่สำหรับผม มันก็แค่หอยทาก
: ที่ ที่สอนผมให้เป็นแพทย์ เขาสอนผมให้เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ
ให้เป็นคนที่เข้าใจผู้อื่น แต่ผมกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย.
ตอนที่ผมเป็นแพทย์ประจำบ้าน ทำงานอยู่ในแผนกรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
ทุกเมื่อเชื่อวัน วันแล้ววันเล่า ผมพบเจอกับความตาย
ยามที่ผมมองคนไข้กำลังทุกข์ทรมาน ผมเห็นแค่ว่าพวกเขากำลังปวด
และผมมีหน้าที่ให้ Morphine แก่พวกเขา เพียงเพื่อระงับอาการปวด
ผมเห็นพวกเขากำลังดิ้นรนหายใจ จนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย
นั่นเป็นเพียงภาระหน้าที่ ผมทำงาน ทำหน้าที่จนเสร็จ
แต่ละวัน ผมแทบจะรอกลับบ้าน แทบไม่ไหว
: ความเจ็บปวดคืออะไรหรือครับ? เรามีศัพท์เทคนิคต่างๆ
ในการนิยามในการวัดความปวด ความทุกข์ทรมานเหล่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่รู้ซึ้งจริงๆ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร
จนกระทั่งผมกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง ตอนนี้ผมเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
และถ้าคุณจะถามผมว่า ผมจะเปลี่ยนไปเป็นแพทย์อีกคน
ที่แตกต่างไปจากนี้หรือเปล่า ถ้าผมกลับมีชีวิตอีกครั้ง
ผมตอบได้เลยว่าใช่ ผมจะเปลี่ยนไปแน่นอน
เพราะผมรู้แล้วว่าผู้ป่วยเหล่านั้น รู้สึกอย่างไร
และบางทีเราก็ควรจะเรียนรู้สิ่งนี้ จากของจริง

: แม้ว่าพวกคุณจะเพิ่งเริ่มเรียนปีแรก และเข้าสู่เส้นทางของการ
เป็นศัลยแพทย์ช่องปาก ผมอยากจะลองท้าทายคุณ 2 เรื่อง
:: ประการแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนในที่นี้ จะต้องเข้าไปสู่ธุรกิจ
โรงพยาบาลเอกชน พวกคุณจะเริ่มสะสมความมั่งคั่ง รับประกันได้เลยครับ
แค่ใส่ Implant สักอัน คุณก็ได้เงินเป็นพันๆ ดอลลาร์แล้ว
ช่างน่ามหัศจรรย์ใช่มั้ยครับ จริงๆ แล้วไม่ผิดหรอกครับ
ที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ผิดที่จะร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่ผิดเลย
ปัญหาประการเดียวก็คือ พวกเราส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วย
ไม่สามารถควบคุมจัดการมันได้
: ทำไมผมพูดอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง
ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน
เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด
เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น
เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมาย
สำหรับผมอีกต่อไป คนไข้ที่เดินเข้ามาก็เพียงแค่ถังเงิน
และผมก็จะรีดเงินออกจากคนไข้พวกนี้ จนถึงหยดสุดท้าย
: นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่า เราจะต้องเป็นฝ่ายรับ
สิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์ วงการทันตแพทย์
ผมบอกได้เลย ขณะนี้ในภาคเอกชน บางครั้ง
เราถึงกับให้คำแนะนำกับผู้ป่วย เพื่อให้รับการรักษา
หรือการผ่าตัดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ มันเป็นพื้นที่สีเทา
และแม้ว่าบางเรื่องมันจะไม่จำเป็นเลย เราก็ยังแนะนำคนไข้ให้ทำ
และถึงตอนนี้ ผมก็รู้ว่าใครบ้างที่หวังดีกับผมอย่างแท้จริง
และใครบ้างที่หลอกเอาเงินผมโดยการเสนอ “ความหวัง” ให้ผมอยู่
เราสูญเสียเข็มทิศทางจริยธรรม (moral compass) ไปเรื่อยๆ
ตลอดเส้นทางสายนี้ เพียงเพราะว่าเราต้องการ make money
: ที่แย่ไปกว่านั้น ผมบอกได้เลย 2-3 ปีที่ผ่านมานี้
เราพูดให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพของเรากันเอง เสมือนเป็นคู่แข่ง
ในธุรกิจเดียวกัน ถ้าเราสามารถจะกดคนอื่นลง
เพื่อให้เราได้ผลประโยชน์แล้วละก็ เราก็จะทำมันทันที
นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ในวงการแพทย์ และทุกๆ วงการ
สิ่งที่ผมจะเตือนคุณก็คือ อย่าทิ้งเข็มทิศทางจริยธรรมไปเป็นอันขาด
ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก
และหวังว่าพวกคุณจะไม่เป็นเช่นนั้น
:: ประการที่สอง พวกเราหลายคนด้านชากับคนไข้ของเรา
ในยามที่เรารักษาพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ หรือเอกชน
ถามว่าผมรู้ไหมว่า คนไข้แต่ละคนรู้สึกอย่างไร?
ผมไม่รู้หรอก ความหวาดวิตกกังวลต่างๆ ที่พวกเขามี
จนกระทั่งมันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง
ตอนนี้ผมกำลังได้รับเคมีบำบัดรอบที่ 5 อยู่
ผมบอกได้เลยว่ามันเลวร้ายมาก เคมีบำบัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณ
ไม่อยากจะประสบ เพราะมันช่างทุกข์ทรมาน ทุเรศทุรัง
ผมกำลังจะบอกให้คุณไปหาคนไข้ คนถัดไปของคุณ
มองเขาในฐานะมนุษย์ที่มีความเจ็บปวดและกำลังทุกข์ทรมาน
อย่าได้คิดว่าคนยากจนเท่านั้นที่จะทุกข์ นั่นไม่จริงเลย
คนยากคนจนทั้งหลายจริงๆ แล้ว เขาพอใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่
พวกคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่าพวกเขามีความสุข มากกว่าคุณและผมเสียอีก
: ผมอยากจะจบการบรรยายด้วย ประโยคนี้
มันมาจาก หนังสือเรื่อง Tuesdays with Morrie

Everyone knows that they are going to die;
every one of us knows that.
The truth is, none of us believe it because if we did,
we will do things differently.

: เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด
เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ
เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่า
เราจะมีชีวิตอย่างไร ผมรู้ว่ามันออกจะเคร่งเครียดไปหน่อย
แต่นั่นคือความจริงครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบมา
: อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร
อย่าให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร
สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผม
จมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้
ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้ และตัดสินใจเลือกว่า
จะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ
คุณต้องตัดสินใจว่า คุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง
หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้น ในชีวิตของผู้อื่น
เพราะความสุขที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง
ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย

1 ความคิดเห็น: